สร้างเว็บEngine by iGetWeb.com


แผนบริหารความต่อเนื่องขององค์การ

 

BUSINESS

       CONTINUITY

                  PLAN

องค์การบริหารส่วนตำบลเมืองไผ่

 

คำนำ

           ตามที่คณะรัฐมนตรีในการประชุมเมื่อวันที่ ๒๔ เมษายน  2555  ได้มีมติเห็นชอบกับแนวทางและมาตรการกำหนดให้หน่วยงานภาครัฐทั้งระดับกรม  จังหวัด สถาบันอุดมศึกษา องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น องค์การมหาชน และรัฐวิสาหกิจ  ดำเนินการบริหารความพร้อมต่อสภาวะวิกฤติขององค์การ เพื่อให้สามารถปฏิบัติงานใน “ภารกิจหลัก” หรือ “งานบริการที่สำคัญ” ได้อย่างต่อเนื่อง แม้เกิดสภาวะวิกฤติตามที่ ก.พ.ร. เสนอและสำนักงาน ก.พ.ร. ในฐานะได้รับมอบหมายให้เป็นหน่วยงานหลักในการสนับสนุนการดำเนินการ ได้กำหนดให้ทุกส่วนราชการจัดทำ “แผนบริหารความต่อเนื่องขององค์การ” (Business Continuity Plan) เพื่อเตรียมความพร้อมต่อสภาวะวิกฤต  นั้น

          องค์การบริหารส่วนตำบลเมืองไผ่ ได้จัดทำ“แผนบริหารความต่อเนื่องขององค์การ” (Business Continuity Plan) ฉบับนี้ขึ้นเพื่อใช้เป็นแนวทางในการเตรียมความพร้อมและสามารถบริหารจัดการองค์การให้สามารถปฏิบัติงานใน “งานบริการหลักที่มีความสำคัญ” ได้อย่างต่อเนื่อง เป็นระบบ และมีประสิทธิภาพแม้ต้องประสบสถานการณ์วิกฤต อันจะส่งผลต่อการสร้างความเชื่อมั่นในระบบการให้บริการของ องค์การบริหารส่วนตำบลเมืองไผ่ และระบบการให้บริการภาครัฐในภาพรวมต่อไป

 

                                                                             องค์การบริหารส่วนตำบลเมืองไผ่

                                                                                       กุมภาพันธ์ 2557

 

สารบัญ

คำนำ                                                                                                                                                

บทนำ                                                                                                          

การบริหารความพร้อมในสภาวะวิกฤต                                                               

สภาพแวดล้อมที่มีผลต่อการจัดทำแผนบริหารความต่อเนื่อง                                

คำนิยามเฉพาะ                                                                               

การจัดทำแผนฉุกเฉินเพื่อรองรับสถานการณ์ฉุกเฉินที่อาจเกิดขึ้น                           

แนวทางการเตรียมความพร้อมของหน่วยงานต่อสภาวะวิกฤต                              

 

แผนบริหารความต่อเนื่องขององค์การ (Business Continuity Plan: BCP)            

องค์การบริหารส่วนตำบลเมืองไผ่  

แนวคิดพื้นฐานในการจัดทำแผนบริหารความต่อเนื่อง                             

วัตถุประสงค์                                                                                  

สมมุติฐานของแผนบริหารความต่อเนื่อง                                                     

โครงสร้างของแผนความต่อเนื่องของ อบต.เมืองไผ่                                           

การประเมินความเสี่ยง ภัยคุกคาม และผลกระทบ                                          

การประเมินผลกระทบต่อกระบวนการดำเนินงาน                                         

การวิเคราะห์เพื่อกำหนดความต้องการทรัพยากรที่สำคัญ                                                

กลยุทธ์และแนวทางในการบริหารความต่อเนื่อง                                        

ทีมบริหารความต่อเนื่อง                                                                                       

 

แผนรองรับกรณีสถานการณ์ทางการเมือง/การชุมนุมประท้วง                                      

แผนรองรับอัคคีภัย                                                                                     

แผนรองรับระบบฐานข้อมูลและสารสนเทศ                                                

 

  

บทนำ

          เนื่องจากสภาวะปัจจุบันมีความขัดแย้งด้วยแนวความคิดทางการเมือง รวมทั้งการก่อเหตุร้ายด้วยการสร้างความไม่สงบขึ้น โดยใช้รูปแบบต่างๆ เช่น การใช้วัตถุระเบิด การยิงอาวุธร้ายแรงจากระยะไกล การลอบวางเพลิง  การปิดล้อมสถานที่เพื่อการข่มขู่/ต่อรอง และภัยพิบัติต่างๆ ส่วนราชการอาจได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ความขัดแย้งทางการเมือง และการก่อเหตุร้ายด้วยอาวุธร้ายแรง เช่น การใช้วัตถุระเบิด อาวุธในราชการทหาร การก่อเหตลอบวางเพลิง หรือการคุกคามด้วยการปิดล้อมบุกทำลาย เป็นต้น ทำให้หน่วยงานของรัฐมีความเสี่ยงที่อาจเกิดภัยคุกคามจากสถานการณ์ความขัดแย้งทางการเมือง  

          โดยที่พระราชกฤษฎีกาว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการบริหารจัดการบ้านเมืองที่ดี พ.ศ.  ๒๕๔6 มาตรา ๕๐ บัญญัติว่า “เพื่อให้การบริหารราชการเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและคุ้มค่าในเชิงภารกิจของรัฐ  กพร.  โดยความเห็นชอบของคณะรัฐมนตรี อาจกำหนดให้ส่วนราชการต้องปฏิบัติการใดนอกเหนือจากที่กำหนดในพระราชกฤษฎีกานี้ รวมทั้งกำหนดมาตรการอื่นเพิ่มเติมจากที่บัญญัติไว้มาตรา ๔๘ และมาตรา 49 ก็ได้” รวมถึงองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น องค์การมหาชน และรัฐวิสาหกิจ ตามมาตรา 52 และมาตรา 53

          ดังนั้น อาศัยอำนาจตามความในพระราชกฤษฎีกาดังกล่าว ก.พ.ร. จึงได้เสนอแนวทางการดำเนินการเตรียมความพร้อมต่อสภาวะวิกฤต และมาตรการที่เกี่ยวข้องต่อคณะรัฐมนตรีในการประชุมเมื่อวันที่ 24 เมษายน 2555 และคณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบกรอบแนวทางดังกล่าว ซึ่งกำหนดให้ทุกส่วนราชการ ทั้งระดับกรม จังหวัด สถาบันอุดมศึกษา องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น องค์การมหาชน และรัฐวิสาหกิจ ดำเนินการเพื่อสร้างความพร้อมให้แก่หน่วยงานเมื่ออยู่ในสภาวะวิกฤติ ประกอบด้วย 4 ขั้นตอน คือ

(1)    การสร้างความรู้ ความเข้าใจให้กับส่วนราชการ

(2)    การเตรียมความพร้อมของส่วนราชการ

(3)    การซักซ้อมแผนและนำไปปฏิบัติจริง

(4)    การส่งเสริมให้มีการบริหารจัดการอย่างยั่งยืน

         ทั้งนี้  ก.พ.ร. ได้รับมอบหมายให้เป็นหน่วยงานหลักดำเนินการเพื่อให้ระบบบริหารจัดการของหน่วยงานของรัฐสามารถตอบสนองต่อปัญหาและแก้ไขความไม่มีประสิทธิภาพของกลไกของรัฐ ในการให้บริการประชาชนได้อย่างต่อเนื่องไม่สะดุดหยุดลงเมื่อเกิดสถานการณ์วิกฤต  

         อบต.เมืองไผ่ ในฐานะส่วนราชการ ได้ใช้กรณีศึกษาดังกล่าว เป็นแนวทางและแผนการดำเนินการเตรียมความพร้อมของหน่วยงานในสถานการณ์วิกฤติต่างๆ เพื่อช่วยลดผลกระทบที่อาจจะเกิดขึ้น และให้สามารถบริการประชาชนได้อย่างต่อเนื่อง มีประสิทธิภาพ ในสถานการณ์วิกฤต อันจะส่งผลต่อการสร้างความเชื่อมั่นในระบบการให้บริการของรัฐ

 

 การบริหารความพร้อมในสภาวะวิกฤต

สภาพแวดล้อมที่มีผลต่อการจัดทำแผนบริหารความต่อเนื่อง 

        จากการที่ประเทศไทยเผชิญกับวิกฤตการณ์การเมืองไทย  พ.ศ. 2556–2557  ที่เริ่มจากเดือนตุลาคม 2556   เนื่องจากมีกลุ่มมวลชนที่ไม่เห็นด้วยกับการทำหน้าที่ของสภาผู้แทนราษฎร ลงมติให้ร่างพระราชบัญญัติ   นิรโทษกรรมแก่ผู้ซึ่งกระทำความผิดเนื่องจากการชุมนุมทางการเมือง  การแสดงออกทางการเมืองของประชาชน พ.ศ. ....   ผ่านการพิจารณาในวาระที่สองและสาม ในเวลาเช้ามืดของวันที่ 1 พฤศจิกายน พ.ศ. 2556 เป็นเหตุสำคัญที่มีประชาชนหลายกลุ่มแสดงการคัดค้านที่เรียกขานตัวเองว่า มวลมหาประชาชน  โดยสุเทพ  เทือกสุบรรณ  เป็นผู้นำการชุมนุม  รวมถึงพรรคประชาธิปัตย์  ซึ่งต่อต้านด้วยการอ้างว่า ร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ จะช่วยให้พันตำรวจโท   ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี พ้นจากความผิดทางการเมือง และสามารถกลับเข้าประเทศไทย ทั้งเชื่อว่า นายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ ชินวัตร    อยู่เบื้องหลังการนี้  รวมถึงเป็นประเด็นที่ถูกคัดค้านของ แนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) และกลุ่มคนเสื้อแดงส่วนหนึ่ง ด้วยเนื่องจากร่างพระราชบัญญัติดังกล่าว จะล้างความผิดของอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ และสุเทพ เทือกสุบรรณ ให้พ้นจากข้อหาสั่งสลายการชุมนุมเมื่อเดือนเมษายนและพฤษภาคม 2553 ที่มีผู้บาดเจ็บล้มตายจำนวนมาก เนื่องจากสภาวะปัจจุบันมีความขัดแย้งด้วยแนวความคิดทางการเมือง รวมทั้งการก่อเหตุร้ายด้วยการสร้างความไม่สงบขึ้น โดยใช้รูปแบบต่างๆ เช่น การใช้วัตถุระเบิด การยิงอาวุธร้ายแรงจากระยะไกล การลอบวางเพลิง      การปิดล้อมสถานที่เพื่อการข่มขู่/ต่อรอง และภัยพิบัติต่างๆ ส่วนราชการอาจได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ความขัดแย้งทางการเมือง และการก่อเหตุร้ายด้วยอาวุธร้ายแรง เช่น การใช้วัตถุระเบิด อาวุธในราชการทหาร การก่อเหตลอบวางเพลิง หรือการคุกคามด้วยการปิดล้อมบุกทำลาย เป็นต้น ทำให้หน่วยงานของรัฐมีความเสี่ยงที่อาจเกิดภัยคุกคามจากสถานการณ์ความขัดแย้งทางการเมือง  

         ครั้นวันที่ 11 พฤศจิกายน 2556 วุฒิสภาลงมติไม่เห็นชอบ กับร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ แต่การชุมนุมของมวลมหาประชาชน  ยังคงดำเนินต่อไป โดยเปลี่ยนเงื่อนไขเป็นการต่อต้านรัฐบาลแทน และยกระดับการชุมนุมด้วยการปิดล้อมและพยายามบุกรุกเข้ายึดอาคารสถานที่ราชการหลายแห่ง เพื่อหวังจะบังคับให้ปิดทำการ กดดันเพื่อต้องการให้บรรลุเงื่อนไขในการขจัด "ระบอบทักษิณ"  ในพื้นที่กรุงเทพมหานคร จังหวัดในภาคใต้ได้แก่ การปิดล้อมศาลากลางและยื่นข้อเรียกร้องให้ข้าราชการหยุดทำการ  3 วัน จังหวัดยะลา สุราษฎร์ธานี นครศรีธรรมราช พัทลุง สตูล สงขลา ชุมพร และจังหวัดระนอง  เป็นต้น สำหรับในเขตพื้นที่จังหวัดในภาคตะวันออกเฉียงเหนือได้แก่   จังหวัดขอนแก่น บุรีรัมย์ และจังหวัดมหาสารคาม ในภาคตะวันออกได้แก่  จังหวัดระยอง  จังหวัดในภาคกลางได้แก่จังหวัดสระบุรี มาตรการดังกล่าวบานปลายรวมไปถึงการชุมนุมแบบดาวกระจาย ด้วยการกระจายการชุมนุม ปิดล้อมทางแยกต่าง ๆ บนถนนสายหลักในกรุงเทพมหานคร  รัฐบาลจึงประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินที่มีความร้ายแรง  ในกรุงเทพมหานครและพื้นที่โดยรอบ วันที่ 26 มกราคม 2557 กลุ่มผู้ชุมนุมของสุเทพรวมตัวกัน ขัดขวางการเลือกตั้งล่วงหน้า รวมถึงการปิดล้อมหน่วยเลือกตั้งในวันที่ 2 กุมภาพันธ์ ๒๕๕๗ ในกรุงเทพมหานครและภาคใต้   ทำให้การเลือกตั้งเสียระบบเนื่องจากไม่สามารถใช้พื้นที่อาคารสำนักงานในการจัดการเลือกตั้งได้ ส่งผลให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้งบางส่วน ไม่สามารถออกเสียงลงคะแนนได้

         มาตรการดังกล่าวของกลุ่มมวลมหาประชาชนที่ต่อต้านรัฐบาลนั้น ทำให้ระบบและกลไกของรัฐหลายประการมีปัญหาโดยไม่สามารถดำเนินภารกิจในสภาวะวิกฤตได้อย่างมีประสิทธิภาพ ส่งผลให้การแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนของประชาชนเป็นไปโดยขาดระบบการบริหารจัดการที่ดี ซึ่งสถานการณ์ที่เกิดขึ้นดังกล่าวเป็นบทเรียนอันสำคัญที่ทุกส่วนราชการจะต้องนำมาปรับกระบวนการทำงานใหม่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องการบริการประชาชน เพื่อให้มั่นใจว่าภารกิจหลักของราชการหรืองานบริการประชาชนที่สำคัญ สามารถดำเนินงานหรือให้บริการได้อย่างต่อเนื่องไม่สะดุดหยุดลงแม้ว่าจะประสบกับวิกฤติการณ์หรือภัยพิบัติต่างๆ

         องค์การบริหารส่วนตำบลเมืองไผ่  ได้จัดทำแผนสำรองฉุกเฉินขึ้น  เพื่อเตรียม ความพร้อมในการรองรับภัยพิบัติหรือสถานการณ์ฉุกเฉินเพื่อป้องกันความเสียหาย/ลดความเสียหาย  อันเกิดจากภัยพิบัติ หรือสถานการณ์ฉุกเฉินดังกล่าวและควบคุมผลกระทบต่อการจัดการกระบวนการ

 

คำนิยามเฉพาะ

ภัยพิบัติและสถานการณ์ฉุกเฉิน

           ภัยพิบัติ  หมายถึง เหตุการณ์ที่อาจเกิดจากธรรมชาติ หรือเกิดจากการกระทำของมนุษย์ที่อาจเกิดขึ้นปัจจุบันทันด่วนหรือค่อยๆ เกิด มีผลต่อชุมชนหรือประเทศชาติภัยพิบัติอาจเป็นได้ทั้งเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติ เช่น โรคระบาด อุทกภัย หรือเป็นเหตุการณ์ที่มนุษย์กระทำขึ้น เช่น อัคคีภัย เป็นต้น

 

          สถานการณ์ฉุกเฉิน หมายถึง สถานการณ์ทุกชนิดที่เป็นภัยต่อความมั่นคงของรัฐ กระทบกระเทือนต่อความสงบของประชาชนรวมไปถึงภัยธรรมชาติที่กระทบต่อสาธารณชน ซึ่งจะควบคมตั้งแต่เกิดการกบฏจลาจล รวมทั้งการเกิดภัยธรรมชาติ

 การจัดทำแผนฉุกเฉินเพื่อรองรับสถานการณ์ฉุกเฉินที่อาจเกิดขึ้น

          จากสถานการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้นในสังคม สถานการณ์บางอย่างอาจขยายตัวนำไปสู่การก่อความไม่สงบขึ้น และอาจส่งผลต่อความปลอดภัยของเจ้าหน้าที่ ทรัพย์สินของทางราชการ รวมทั้งอาคารสถานที่ของหน่วยงานของรัฐ ให้ได้รับความเสียหายได้ หัวหน้าหน่วยงานของรัฐจึงควรจัดให้มีการดำเนินการตามขั้นตอนต่อไปนี้  เพื่อรับมือกับสถานการณ์ที่อาจเกิดขึ้นต่อชีวิตทรัพย์สิน และอาคารสถานที่ของรัฐ คือ

          ๑. แนวทางการป้องกันภัยจากเหตุร้ายในการก่อความไม่สงบ

                   ๑.๑ หน่วยงานควรต้องติดตามสถานการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างใกล้ชิด ผ่านการเสนอข่าวของสื่อมวลชนประเภทต่างๆ หรือการติดต่อขอรับทราบสถานการณ์จากหน่วยงานของรัฐที่ติดตามสถานการณ์ดังกล่าว

                   ๑.๒ หน่วยงานควรนำข้อมูลเกี่ยวกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้นมาศึกษาวิเคราะห์รูปแบบ ที่เกิดขึ้นว่าจะส่งผลต่อหน่วยงานอย่างไร หรือไม่

                   ๑.๓ การศึกษาวิเคราะห์รูปแบบที่เกิดขึ้น ควรพิจารณาว่าการก่อเหตุนั้นๆ จะเกิดต่อหน่วยงานในความรับผิดชอบหรือไม่ ซึ่งอาจพิจารณาได้จาก

                          ๑) หน่วยงานเข้าไปเกี่ยวข้องกับสถานการณ์การชุมนุมหรือไม่

                          ๒) หน่วยงานเป็นเป้าหมายของการชุมนุมหรือไม่ จากการเป็นสัญลักษณ์ทางการเมืองมีส่วนได้ส่วนเสียในผลประโยชน์ของสถานการณ์การชุมนุม

                          ๓) อยู่ในพื้นที่เกี่ยวข้องของการชุมนุม หรือในเสนทางการเคลื่อนไหวในการชุมนุม

                   ๑.๔ หน่วยงานควรวิเคราะห์กลุ่มที่จดการชุมนุมและแรงจูงใจของกลุ่มตลอดจนเป้าหมายของการจัดชุมนุม เพื่อให้ทราบวัตถุประสงค์ของการชุมนุมว่าต้องการผลของการชุมนุมในระดับใด เพื่อจัดเตรียม

มาตรการการรักษาความปลอดภัยของหน่วยงานต่อระดับของการชุมนุมนั้น

                   ๑.๕ หน่วยงานควรจัดให้มีการวิเคราะห์ความเสี่ยงที่จะเกิดข้อต่อหน่วยงาน จุดอ่อน และความสำคัญของหน่วยงานต่อสถานการณ์ความเคลื่อนไหวของการจัดการชุมนุมทางการเมืองนั้นๆ ว่าอยู่ในระดับใดเพื่อการเตรียมการระวังป้องกันให้เหมาะสมกับสถานการณ์

                   ๑.๖ หน่วยงานควรศึกษาและวิเคราะห์ถึงรูปแบบและวิธีการที่เหตุรุนแรงที่เกี่ยวข้องจะเกิดขึ้นต่อสถานที่ต่างๆ รวมถึงหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อจะได้จัดมาตรการป้องกัน หรือลดความเสียหายที่อาจเกิดขึ้น

ได้อย่างเหมาะสมต่อไป

          ๒. เพื่อเป็นการเตรียมความพร้อมล่วงหน้าในการรับสถานการณ์เหตุร้ายที่อาจเกิดขึ้น หน่วยงานควรจัดให้มีการจัดทำแผนฉุกเฉินในสถานการณ์ต่างๆ ไว้ล่วงหน้าเพื่อจะได้จัดเตรียมคน อุปกรณ์ และแนวทาง

ปฏิบัติ

                   ๒.๑ แผนรองรับสถานการณ์ทางการเมือง/การชุมนุม

                   ๒.๒ แผนรองรับอัคคีภัย

                   ๒.๓ แผนรองระบบฐานข้อมูลและสารสนเทศ

          ในการจัดทำแผนฉุกเฉินต่างๆ ควรจัดทำแผนที่มีความเหมาะสม สอดคล้องกับสถานการณ์ ปฏิบัติได้ในสถานการณ์ที่เกิดขึ้นจริง มีแนวทางปฏิบัติที่ถูกต้อง และแผนให้สอดคล้องกับสถานการณ์อย่างเหมาะสม

เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพในการดำเนินการต่อไป

แนวทางการเตรียมความพร้อมของหน่วยงานต่อสภาวะวิกฤต

          การบริหารจัดการองค์การในสภาวะวิกฤต เหตุการณ์ฉุกเฉิน สถานการณ์ภัยพิบัติ โดยทั่วไปจะแบ่ง วัฏจักรการบริหารจัดการออกเป็น 4 ขั้นตอน ดังนี้คือ

          (1)การป้องกันและลดผลกระทบ

          (2)การเตรียมพร้อมรับภัย

          (3)การจัดการในภาวะฉุกเฉิน

          (4)การจัดการหลังเกิดภัย

  1. แนวทางการตอบสนองต่อสภาวะวิกฤต

                   การบริหารความต่อเนื่องของหน่วยงานภาครัฐ อบต.เมืองไผ่ เน้นการควบคุมดูแลและป้องกันทรัพยากรที่สำคัญต่อการดำเนินงานหรือให้บริการ เพื่อสร้างประโยชน์สูงสุดสำหรับผู้รับบริการและผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย ซึ่งเป็นรองรับภาวะวิกฤตที่เหนือ การควบคุมภายในที่มีอยู่ในกรณีที่ไม่สามารถควบคุมดูแลและป้องกันได้ทั้งหมดเมื่ออุบัติการณ์ขึ้น ฉะนั้นหน่วยงานต้องดำเนินการให้บริการกลับเข้าสู่ภาวะปกติให้เร็วที่สุด ด้วยกระบวนการดังนี้

                   1)  ภายในช่วงระยะเวลาแรก จะเป็นช่วงตอบสนองต่ออุบัติการณ์ (Incident/Emergency Management) ในกรณีที่เหตุการณ์และความเสียหายขยายตัวไปในวงกว้าง การตอบสนองอาจจำเป็นต้องยกระดับเป็นการบริหารจัดการวิกฤต (Crisis Management)

                   2)  การทำให้เกิดความต่อเนื่องของกระบวนการทางธุรกิจ (Continuity Management)  เพื่อให้หน่วยงานสามารถกลับมาดำเนินงานได้ ซึ่งแยกเป็น 2 ระดับ คือ

                             (1) ดำเนินงานหรือให้บริการได้ในระดับที่องค์กรยอมรับกับผลกระทบที่เกิดขึ้นกับผู้รับบริการและผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทั้งหมดภายในระยะอันสั้น

                             (2) กลับมาให้บริการได้ในระดับปกติตามระยะเวลาที่กำหนด ในช่วงการดำเนินการกอบกู้กระบวนการทางธุรกิจ

                   สภาวะวิกฤตหรือเหตุการณ์ฉุกเฉินต่างๆ หากเกิดขึ้นอาจส่งผลกระทบให้หน่วยงานไม่สามารถดำเนินงานหรือให้บริการได้ตามปกติ ดังนั้น จึงเป็นความจำเป็นที่หน่วยงานต้องจัดทำแผนความต่อเนื่อง (Business Continuity Plan- BCP) เพื่อเตรียมพร้อมรับภัย ซึ่งการเตรียมความพร้อมจะให้ความสำคัญในกระบวนการเตรียมความพร้อมของทรัพยากรและความรู้ ความเข้าใจในบทบาทความรับผิดชอบของเจ้าหน้าที่ ที่เกี่ยวข้อง ซึ่งวัตถุประสงค์ (Objectives) ของการจัดทำแผนความต่อเนื่องมีดังนี้

                    (1)  เพื่อใช้เป็นแนวทางในการบริหารความต่อเนื่องของการปฏิบัติงานในสภาวะวิกฤต

                   (2)  เพื่อให้หน่วยงานมีการเตรียมความพร้อมล่วงหน้าในการรับมือกับสภาวะวิกฤตหรือเหตุการณ์ฉุกเฉินต่างๆ ที่อาจเกิดขึ้น

                   (3)  เพื่อลดผลกระทบจากการหยุดชะงักในการดำเนินงาน เช่น ผลกระทบด้านเศรษฐกิจ การเงิน การให้บริการ สังคม ชุมชน และสิ่งแวดล้อม ตลอดจนชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน เป็นต้น

                   (4)  เพื่อบรรเทาความเสียหายให้อยู่ในระดับที่ยอมรับได้

     ๒. แนวทางการบริหารความต่อเนื่อง (Business Continuity Management)

                   แนวทางที่ใช้กันอย่างแพร่หลายคือ BS25999 ซึ่งมีองค์ประกอบ  ดังนี้

                   (1)  การบริหารโครงการจัดการความต่อเนื่อง (BCM Program Management) ถือว่าเป็นองค์ประกอบหลักและเป็นขั้นตอนแรกของการบริหารความต่อเนื่อง โดยเป็นขั้นตอนการจัดทำกรอบนโยบาย BCM โครงสร้าง BCM หน้าที่และความรับผิดชอบของบุคลากรที่เกี่ยวข้อง ตั้งแต่ผู้บริหารระดับสูงลงมาถึงพนักงานระดับต่างๆ รวมถึงการจัดตั้งทีมงานด้าน BCM การกำหนดตัวชี้วัดผลการดำเนินงานของพนักงาน ขั้นตอนการปรับระดับของเหตุการณ์ (Incident Escalation Process) วิธีการบริหารโครงการบริหารความต่อเนื่อง และการติดตามพร้อมทั้งรายงานความคืบหน้า

                   (2)  การศึกษาและทำความเข้าใจองค์กร (Understanding the Organization) เป็นกระบวนการทำความรู้จักองค์กรและหน่วยงาน ซึ่งหมายถึงความรู้และความเข้าใจในสภาพและการดำเนินงานขององค์กรและหน่วยงานว่า จะรับผลกระทบหรือความเสี่ยงอย่างไร ผ่านวิธีการวิเคราะห์ผลกระทบทางธุรกิจ (Business Impact Analysis - BIA) และ การประเมินความเสี่ยง (Risk Assessment- RA) เพื่อระบุความเร่งด่วนของกิจกรรมต่างๆ และระดับความสามารถที่ต้องการ เพื่อนำไปเป็นข้อมูลในการจัดลำดับความสำคัญของกระบวนงาน การกำหนดแนวทาง และการกำหนดกลยุทธ์

                   (3)  การกำหนดกลยุทธ์ในการสร้างความต่อเนื่อง BCM (Determining BCM strategy) การกำหนดแนวทางในการตอบสนองต่อการหยุดชะงักของการดำเนินงานขององค์กร ได้แก่ กลยุทธ์กู้คืนการดำเนินงาน (Recovery Strategy) ซึ่งเป็นขั้นตอนที่ต้องจัดทำก่อนการพัฒนาและเตรียมการตอบสนองต่อเหตุการณ์ในภาวะฉุกเฉิน และการกำหนดกลยุทธ์ด้านการจัดการทรัพยากรที่เหมาะสม ตามข้อมูลที่ได้จากการวิเคราะห์ผลกระทบทางธุรกิจ (BIA) ซึ่งประกอบด้วยเรื่อง บุคลากร (People) สถานที่ปฏิบัติงาน (Premise)  อุปกรณ์และเครื่องมือ (Equipment) เทคโนโลยี (Technology) ข้อมูล (Information) และผู้ผลิตสินค้าหรือผู้ให้บริการ (Suppliers)

                   (4)  การพัฒนาและเตรียมการตอบสนองต่อเหตุการณ์ในภาวะฉุกเฉิน (Developing and Implementing BCM Response) หลังจากที่ได้มีการกำหนดกลยุทธ์เรียบร้อยแล้ว จะต้องจัดทำแผนงานเตรียมตอบสนองต่อภาวะฉุกเฉิน โดยให้เป็นไปตามกรอบยุทธศาสตร์ที่กำหนดไว้ ดังต่อไปนี้

  • Incident Management Plans (IMP) เพื่อจัดการกับวิกฤตฉุกเฉินที่เกิดขึ้น และ

ผลกระทบขยายไปในวงกว้าง

  • Business Continuity Plans (BCP) เพื่อบริหารการดำเนินภารกิจอย่างต่อเนื่อง

 โดยมุ่งทำขั้นตอนงานที่ฉุกเฉินต่อภารกิจและใช้ทรัพยากรหลักอย่างเหมาะสม   พร้อมทั้งเตรียมแผนรับสถานการณ์ที่ส่งผลกระทบ

  • Recovery Plans (RP) หรือแผนกู้คืนภารกิจหลังภัยพิบัติผ่านพ้นไป

                  (5)  การทดสอบ ปรับปรุง และทบทวนแผน (Exercising Maintaining and Reviewing)  เป็นขั้นตอนสำคัญ เพื่อให้แน่ใจว่าได้ BCM ที่ได้จัดทำขึ้นสามารถใช้ได้จริง รวมทั้งเพื่อเตรียมความพร้อม ตลอดจนตรวจสอบความสามารถของบุคคล และประสิทธิภาพของแผนในการตอบสนองต่อวิกฤติการณ์ โดยรูปแบบการทดสอบอาจมีตั้งแต่ระดับง่ายไปหายาก ดังนี้

  • Call Tree คือการซ้อมการแจ้งเหตุฉุกเฉินให้กับสมาชิกทีมงานที่เกี่ยวข้องตามผังรายชื่อทางโทรศัพท์
  • Tabletop Testing คือการประชุมแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องโดยจำลองโจทย์สถานการณ์ขึ้นมา และลองนำแผน BCP มาพิจารณาว่าใช้ตอบโจทย์แต่ละขั้นตอนได้หรือไม่
  • Simulation คือการทดสอบโดยจำลองสถานการณ์เสมือนจริง และลองใช้แผน BCM

มาประยุกต์ใช้

  • Full BCP Exercise คือการทดสอบเต็มรูปแบบและใกล้เคียงสถานการณ์จริงมากที่สุด

                  (6) การปลูกฝัง BCM ให้เป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมองค์กร (Embedding BCM in theOrganization’s Culture) เป็นขั้นตอนที่สำคัญประการหนึ่งในการทำให้ BCM ผสมกลมกลืนเข้าจนเป็นวัฒนธรรมองค์กรโดยเป็นเรื่องที่ต้องใช้เวลาและจิตวิทยาที่จะทำให้เจ้าหน้าที่ทุกคนได้ซึมซาบและเข้าใจถึงความสำคัญของ BCM ตลอดจนบทบาทหน้าที่ทุกคนพึงมีเพื่อให้ภารกิจสามารถดำเนินต่อไปได้ในยามที่เกิดเหตุวิกฤต

ขั้นตอนตามแนวทาง

    BS25999

1) บริหารโครงการจัดการความต่อเนื่อง

๒) ศึกษาและทำความเข้าใจองค์กร

๓)  กำหนดกลยุทธ์ BCM

๔) พัฒนาและเตรียมการตอบสนอง
ต่อเหตุการณ์ในภาวะฉุกเฉิน

5) การทดสอบ  ปรับปรุง และทบทวนแผน

6) ปลูกฝัง BCM ให้เป็นส่วนหนึ่ง
ของวัฒนธรรมองค์กร

          ผู้รับผิดชอบ

  • นายก อบต.เมืองไผ่
  • ปลัด อบต.เมืองไผ่/
  • รองปลัด อบต. เมืองไผ่
  • ผู้จัดการและทีมงานโครงการ
  • ผู้จัดการและทีมงาน
    โครงการฯ ปลัด อบต.เมืองไผ่/
    รองปลัด อบต. เมืองไผ่/
    หัวหน้าส่วนฯ
  • นายก อบต.เมืองไผ่
  • ปลัด อบต.เมืองไผ่/
  • รองปลัด อบต. เมืองไผ่
  • ผู้จัดการและทีมงานโครงการ
  • ผู้จัดการและทีมงาน
    โครงการฯ ปลัด อบต.เมืองไผ่/
    หัวหน้าส่วนฯ

 

  • ผู้จัดการและทีมงาน
    โครงการฯ นายก อบต.เมืองไผ่/
    หัวหน้าส่วนฯ

 

  • นายก อบต.เมืองไผ่
  • ปลัด อบต.เมืองไผ่/
  • รองปลัด อบต. เมืองไผ่
  • ผู้จัดการและทีมงาน
    โครงการ/หัวหน้าส่วนฯ

หมายเหตุ

นายกฯหารือกับปลัด รองปลัดและ
หัวหน้าส่วนต่างๆ และกำหนดโครงสร้าง
ผู้จัดการและทีมงาน รวมถึงบทบาทความรับผิดชอบ
ในโครงการจัดการความต่อเนื่อง

ผู้จัดการและทีมโครงการจัดการความ
ต่อเนื่องร่วมกับปลัดและหัวหน้าส่วนๆ
ทำการศึกษาและวิเคราะห์ผลกระทบทางธุรกิจ (BIA)
การประเมินความเสี่ยง/ภัยคุกคามและกำหนดแนวทางเลือก

ผู้จัดการและทีมโครงการจัดการ
ความต่อเนื่องร่วมกับตัวแทนของฝ่ายงาน/ส่วน
งานต่างๆกำหนดแนวทางและกลยุทธ์
นำเสนอต่อนายกฯพิจารณาและอนุมัติ

 ผู้จัดการและทีมโครงการจัดการความ
ต่อเนื่องร่วมกับตัวแทนของฝ่ายงาน/ส่วนงานต่างๆ
พัฒนาและจัดทำแผนการตอบสนองต่อเหตุการณ์
ภาวะฉุกเฉินและแผนความต่อเนื่อง

ผู้จัดการและทีมโครงการจัดการความต่อเนื่อง
ร่วมกับตัวแทนของฝ่ายงาน/ส่วนงานต่างๆ
ดำเนินการทดสอบแผนที่ได้มีการจัดทำขึ้น

ผู้จัดการและทีมโครงการจัดการความต่อเนื่อง
ร่วมกับตัวแทนของฝ่ายงาน/ส่วนงานต่างๆ
นำเสนอแนวทางการปลูกฝัง BCM
แก่ผู้บริหารหน่วยงานนำไปปฏิบัติ

 

           แผนบริหารความต่อเนื่องขององค์การบริหารส่วนตำบลเมืองไผ่ 

                              อำเภอกระสัง  จังหวัดบุรีรัมย์

         แผนบริหารความต่อเนื่อง หรือ “Business Continuity Plan (BCP)” จัดทำขึ้นเพื่อให้ หน่วยงาน สามารถนำไปใช้ในการตอบสนองและปฏิบัติงานในสภาวะวิกฤต หรือเหตุการณ์ฉุกเฉินต่างๆ ทั้งที่เกิดจากภัยธรรมชาติ อุบัติเหตุ หรือการมุ่งร้ายต่อองค์กร โดยไม่ให้สภาวะวิกฤตหรือเหตุการณ์ฉุกเฉินดังกล่าว ส่งผลให้หน่วยงานต้องหยุดการดำเนินงาน หรือไม่สามารถให้บริการได้อย่างต่อเนื่อง

          การที่หน่วยงานไม่มีกระบวนการรองรับให้ดำเนินงานเป็นไปอย่างต่อเนื่อง อาจส่งผลกระทบต่อหน่วยงานในด้านต่างๆ เช่น ด้านเศรษฐกิจการเงิน การให้บริการ สังคม ชุมชน สิ่งแวดล้อม ตลอดจนชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน เป็นต้น ดังนั้น การจัดทำแผนต่อเนื่องจึงเป็นสิ่งสำคัญที่จะช่วยให้หน่วยงานสามารถรับมือกับเหตุการณ์ฉุกเฉินที่ไม่คาดคิด และทำให้กระบวนการที่สำคัญ (Critical Business Process) สามารถกลับมาดำเนินการได้อย่างปกติ หรือตามระดับการให้บริการที่กำหนดไว้ ซึ่งจะช่วยให้สามารถลดระดับความรุนแรงของผลกระทบที่เกิดขึ้นต่อหน่วยงานได้

แนวคิดพื้นฐานในการจัดทำแผนบริหารความต่อเนื่อง

  1. การบริหารความต่อเนื่อง :   (  Business Continuity Management :  BCM ) คือ องค์รวมของกระบวนการการบริหารซึ่งบ่งภัยคุกคามขององค์กรและผลกระทบของภัยคุกคามนั้นต่อการดำเนินธุรกิจ และให้แนวทางในการสร้างขีดความสามารถให้องค์กรมีความยืดหยุ่น เพื่อการตอบสนองและปกป้องผลประโยชน์ของผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย ชื่อเสียง ภาพลักษณ์ และกิจกรรมที่สร้างมูลค่าที่มีประสิทธิผล
  2. แนวทางการบริหารความต่อเนื่อง/การคอบสนองต่อสภาวะวิกฤติ :
  • Ø ในระดับแรกเป็นการจัดการแผนเผชิญเหตุ ที่แสดงให้เห็นว่าทำอย่างไรให้การปฏิบัติงานมีความต่อเนื่องและสามารถให้บริการได้เมื่อเกิดเหตุการณ์
  • Ø เมื่อเหตุการณ์ขยายวงกว้างในระดับเกิดความเสียหาย จะเริ่มเป็นวิกฤติขององค์กร จะต้องมีการบริหารจัดการความต่อเนื่องทางธุรกิจ รวมทั้งการกอบกู้ให้กลับมาทำงานได้เป็นปกติ ดังนั้นวัตถุประสงค์ของการบริหารความต่อเนื่อง คือ เพื่อให้องค์กรสามารถให้บริการได้ในระดับหนี่ง แม้จะประสบสถานการณ์วิกฤต ซึ่งหน่วยงานต้องหาคำตอบว่าระดับใดที่คิดว่าเหมาะสมและจำเป็น

 วัตถุประสงค์  (Objectives)

  • เพื่อใช้เป็นแนวทางในการบริหารความต่อเนื่อง
  • เพื่อให้หน่วยงานมีการเตรียมความพร้อมในการรับมือกับสภาวะวิกฤต
  • เพื่อลดผลกระทบจากการหยุดชะงักในการดำเนินงานหรือการให้บริการ
  • เพื่อบรรเทาความเสียหายให้อยู่ในระดับที่ยอมรับได้
  • เพื่อให้ประชาชน เจ้าหน้าที่ หน่วยงานรัฐวิสาหกิจ หน่วยงานภาครัฐ และผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย(Stakeholders) มีความเชื่อมั่นในศักยภาพของหน่วยงาน แม้หน่วยงานต้องเผชิญกับเหตุการณ์ร้ายแรงและส่งผลกระทบจนทำให้การดำเนินงานต้องหยุดชะงัก

 สมมติฐานของแผนต่อเนื่อง (BCP Assumptions)

     เอกสารฉบับนี้จัดทำขึ้นภายใต้สมมุติฐาน ดังต่อไปนี้

  • เหตุการณ์ฉุกเฉินที่เกิดขึ้นในช่วงเลาสำคัญต่างๆ แต่มิได้ส่งผลกระทบต่อสถานที่ปฏิบัติงานสำรองที่ได้มีการจัดเตรียมไว้
  • สำนักงานปลัด องค์การบริหารส่วนตำบลเมืองไผ่ รับผิดชอบในการสำรองระบบสารสนเทศต่างๆ โดยระบบสารสนเทศสำรองมิได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ฉุกเฉินเหมือนกับระบบสารสนเทศหลัก
  • บุคลากร ที่ถูกระบุในเอกสารฉบับนี้  หมายถึง นายกองค์การบริหารส่วนตำบล รองนายกองค์การบริหารส่วนตำบล เลขานุการนายกองค์การบริหารส่วนตำบล พนักงานส่วนตำบลและพนักงานจ้างทั้งหมดขององค์การบริหารส่วนตำบลเมืองไผ่

โครงสร้างของแผนความต่อเนื่องของ อบต.เมืองไผ่

โครงสร้างของแผนความต่อเนื่องของ อบต.เมืองไผ่   เป็นดังนี้

การทำความเข้าใจองค์กร                  

วิเคราะห์ผลกระทบทางธุรกิจ (BusinessImpact Analysis)

  

ประเมินความเสี่ยงและภัยคุกคาม

 

การกำหนดกลยุทธ์ในการสร้าง      ความต่อเนื่อง

 

กำหนดแนวทางและกลยุทธ์ในการตอบสนองและสร้างความต่อเนื่อง

 

 

การจัดทำแผนบริหารความต่อเนื่อง

กำหนดโครงสร้างในการตอบสนองจัดทำแผนต่อเนื่อง

 

 

1. การทำความเข้าใจองค์กร

          เป็นขั้นตอนแรกในการจัดทำแผนบริหารความต่อเนื่อง เพื่อให้สามารถพิจารณาระบุและศึกษาความสำคัญของกระบวนการ กิจกรรม และ/หรือผลิตภัณฑ์ ที่หน่วยงานกำลังดำเนินการอยู่ อันเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนการปฏิบัติงานให้บรรลุวัตถุประสงค์และเป้าหมายที่กำหนดไว้ขององค์กร  รวมถึงการเชื่อมโยง และความสัมพันธ์กับหน่วยงานทั้งภายในและภายนอกองค์กร รวมทั้งทำให้ทราบและตระหนักถึงความเสี่ยงและภัยคุกคามที่อาจจะส่งผลกระทบต่อการดำเนินงานและการให้บริการของหน่วยงาน โดยการบริหารความพร้อมต่อสภาวะวิกฤต จะช่วยให้องค์กรลดความสูญเสียที่จะเกิดขึ้นได้ ดังนี้

  • ลดโอกาสของการดำเนินงานที่ต้องหยุดชะงัก
  • ลดระยะเวลาในการตอบสนองและกอบกู้สถานการณ์ให้กลับสู่ภาวะปกติ
  • จำกัดผลกระทบต่อองค์กรจากการหยุดชะงักการดำเนินงาน

องค์ประกอบขั้นตอนย่อยของการทำความเข้าใจองค์กร เป็นดังนี้

  • การระบุ กระบวนการ กิจกรรม และหรือผลิตภัณฑ์ในการดำเนินงาน
  • การประเมินความเสี่ยง และภัยคุกคามที่อาจเกิดขึ้นต่อองค์กร
  • การประเมินผลกระทบต่อกระบวนการดำเนินงาน

การระบุ  กิจกรรม กระบวนการ และหรือผลิตภัณฑ์

(1)    นำโครงสร้างองค์กรและคำบรรยายลักษณะงาน มาพิจารณากำหนดกระบวนการปฏิบัติงานของหน่วยงาน  ได้แก่

งานบริหารทั่วไป  ประกอบด้วย

  • ดำเนินการเกี่ยวกับงานสารบรรณและงานธุรการทั่วไป
  • ดำเนินการเกี่ยวกับงานด้านการเงิน การบัญชี วัสดุ ครุภัณฑ์
  • ดำเนินการเกี่ยวกับการบริหารบุคคล งานติดต่อประสานงาน งานสถิติข้อมูล

งาน นโยบายและแผน

  • ดำเนินการเกี่ยวกับการจัดทำแผนงาน งบประมาณ หรือเร่งรัดติดตามประเมินผลการปฏิบัติงานของหน่วยงานงาน

งานกฎหมายและคดี

  • ดำเนินงานเกี่ยวกับงานร้องเรียนร้องทุกข์และอุทธรณ์

 

งานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย

  • ดำเนินงานเกี่ยวกับงานป้องกัน ปฏิบัติงานในการเฝ้าระวังภัยต่างๆ ภายในตำบล ช่วยเหลือฟื้นฟู ปฏิบัติงานในการประสานงานกับผู้ประสบเหตุ  กู้ภัย ปฏิบัติงาน

ในการกำหนดแผนกู้ภัยด้านต่างๆ

งานประสานสาธารณูปโภค  ประกอบด้วย

  • ดำเนินงานเกี่ยวกับงานไฟฟ้าสาธารณะ งานประสานสาธารณูปโภคและกิจการประปา งานประปา
  • ดำเนินงานเกี่ยวกับการระบายน้ำ แก้ไขปัญหาน้ำท่วมขัง การบำรุงรักษาคลองท่อระบายน้ำ ทำการสำรวจพื้นที่และโครงการป้องกันน้ำท่วมขัง
  • ดำเนินงานเกี่ยวกับการจัดทำแผนโครงการบำรุงรักษาคูคลองสาธารณะ แผนโครงการล้างท่อระบายน้ำและแผนการดูแลรักษาเครื่องมือช่าง ตลอดจนการแก้ไขเรื่องร้องเรียนเกี่ยวกับปัญหาน้ำท่วมขัง การระบายน้ำและจัดตั้งงบประมาณขุดลอกคูคลอง คูน้ำ สร้างเขื่อน สร้างทำนบ เป็นต้น
  • ดำเนินงานเกี่ยวกับงานสำรวจ ออกแบบ เขียนแบบต่าง ๆ งานก่อสร้าง

 

(2)    ศึกษาคำบรรยายลักษณะงาน และกำหนดกิจกรรมหรือกระบวนการสำคัญๆ ลงในตารางที่ 1

หน่วยงาน

กิจกรรม/กระบวนการ

หมายเหตุ

งานบริหารทั่วไป

ดำเนินการเกี่ยวกับงานสารบรรณและงานธุรการทั่วไปการบริหารบุคคล งานติดต่อประสานงาน 

งานสารบรรณและงานธุรการทั่วไป

การบริหารบุคคล

การประสานงาน(ทั้งภายในและภายนอก)

งานบริหารงานคลัง

ดำเนินการเกี่ยวกับงานด้านการเงิน  การบัญชี พัสดุ ครุภัณฑ์

การเงิน การบัญชี และพัสดุ

งานนโยบายและแผน

ดำเนินงานเกี่ยวกับการจัดทำแผนงาน งบประมาณ และเร่งรัดติดตามประเมินผลการปฏิบัติงานขององค์กร งานสถิติข้อมูล งานข้อมูลและประชาสัมพันธ์ งานสารสนเทศและระบบคอมพิวเตอร์

งานติดตามประเมินประเมินผลการปฏิบัติงาน

งานข้อมูลและประชาสัมพันธ์

งานสารสนเทศและระบบคอมพิวเตอร์

 

หน่วยงาน

กิจกรรม/กระบวนการ

หมายเหตุ

งานกฎหมายและคดี

ดำเนินงานเกี่ยวกับงานร้องเรียนร้องทุกข์และอุทธรณ์

งานร้องเรียนร้องทุกข์และอุทธรณ์

งาน ป้องกันและบรรเทา

สาธารณภัย

 

ดำเนินงานเกี่ยวกับงานป้องกัน ปฏิบัติงานในการเฝ้าระวังภัยต่างๆ ภายในตำบล ช่วยเหลือฟื้นฟู ปฏิบัติงานในการประสานงานกับผู้ประสบเหตุ  กู้ภัย ปฏิบัติงานในการกำหนดแผนกู้ภัยด้านต่างๆ

 

งานป้องกัน ปฏิบัติงานในการเฝ้าระวังภัยต่างๆ ภายในตำบล

งานช่วยเหลือฟื้นฟู ปฏิบัติงานในการประสานงานกับผู้ประสบเหตุ

งานกู้ภัย ปฏิบัติงานในการกำหนดแผนกู้ภัยด้านต่างๆ

งานประสานสาธารณูปโภค

 

 

 

 

 

ดำเนินงานเกี่ยวกับ งานไฟฟ้าสาธารณะ งานประสานสาธารณูปโภคและกิจการประปา งานประปา  การระบายน้ำ แก้ไขปัญหาน้ำท่วมขัง การบำรุงรักษาคลองท่อระบายน้ำ ทำการสำรวจ

พื้นที่และโครงการป้องกันน้ำท่วมขัง

การจัดทำแผนโครงการบำรุงรักษาคูคลองสาธารณะ แผนโครงการล้างท่อระบายน้ำ และแผนการดูแลรักษาเครื่องมือช่าง ตลอดจนการแก้ไขเรื่องร้องเรียนเกี่ยวกับปัญหาน้ำท่วมขัง การระบายน้ำและจัดตั้งงบประมาณขุดลอกคูคลอง คูน้ำ สร้างเขื่อน สร้างทำนบ เป็นต้น

 

 

 

วิธีการ

การกำหนดกิจกรรม/กระบวนการในการปฏิบัติงาน ควรมีการสัมภาษณ์หรือนำฝ่ายงานที่เกี่ยวข้อง

มาให้ข้อมูลและมีส่วนร่วมในการกำหนดกระบวนการ และให้ดำเนินการกำหนดกิจกรรม/กระบวนการจนครบทุกฝ่ายงาน/ส่วนงานในหน่วยงาน แล้วจึงนำกระบวนการทั้งหมดมาสรุปรวมลงในตารางที่ 1

การประเมินความเสี่ยงและภัยคุกคาม

          องค์การบริหารส่วนตำบลเมืองไผ่ ได้ศึกษาและระบุความเสี่ยง ภัยคุกคามที่มีโอกาสเกิดในพื้นที่ปฏิบัติงานและส่งผลกระทบรุนแรงต่อองค์กรเป็นลายลักษณ์อักษร พร้อมแจ้งให้ทุกหน่วยงานในองค์กรรับทราบเพื่อตระหนักถึงความเสี่ยงและภัยคุกคาม รวมทั้งเข้าใจถึงผลกระทบที่จะเกิดขึ้นกับหน่วยการดำเนินงานและการให้บริการของหน่วยงาน

ขอบเขตของแผนความต่อเนื่อง  (Scope of BCP)

แผนความต่อเนื่อง (BCP) ฉบับนี้ ใช้รองรับสถานการณ์ กรณีเกิดสภาวะวิกฤต หรือเหตุการณ์ฉุกเฉินในพื้นที่สำนักงานขององค์การบริหารส่วนตำบลเมืองไผ่  หรือภายในหน่วยงาน ด้วยเหตุการณ์ต่อไปนี้

  • เหตุการณ์อัคคีภัย
  • เหตุการณ์ชุมนุมประท้วง/จลาจล
  • เหตุการณ์โรคระบาด
  • เหตุการณ์วาตภัย
  • เหตุการณ์ภัยแล้ง 

การวิเคราะห์ทรัพยากรที่สำคัญ

          สภาวะวิกฤต หรือเหตุการณ์ฉุกเฉินมีหลากหลายรูปแบบ ดังนั้นเพื่อให้องค์การบริหารส่วนตำบลเมืองไผ่สามารถบริหารจัดการการดำเนินงานขององค์กรให้มีความต่อเนื่อง การจัดหาทรัพยากรที่สำคัญจึงเป็นสิ่งจำเป็น และต้องระบุไว้ในแผนความต่อเนื่อง ซึ่งการเตรียมการทรัพยากรที่สำคัญ จะพิจารณาจากผลกระทบใน  ๕ ด้าน  ดังนี้

  1. ผลกระทบด้านอาคาร/สถานที่ปฏิบัติงานหลัก : เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทำให้สถานที่ปฏิบัติงานหลักของหน่วยงานได้รับความเสียหายและส่งผลให้บุคลากรไม่สามารถเข้าไปปฏิบัติงานได้ในช่วงระยะแรก หรือระยะกลางหรือระยะยาว
  2. ผลกระทบด้านวัสดุอุปกรณ์ที่สำคัญ/การจัดหา จัดส่งวัสดุอุปกรณ์ที่สำคัญ : เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทำให้ไม่สามารถใช้งานวัสดุอุปกรณ์ที่สำคัญ หรือไม่สามารถจัดหา จัดส่งวัสดุอุปกรณ์ที่สำคัญเพื่อนำไปใช้ในการปฏิบัติงานได้
  3. ผลกระทบด้านเทคโนโลยีสารสนเทศและข้อมูลสำคัญ  : เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทำให้ไม่สามารถใช้ระบบงานเทคโนโลยี หรือระบบสารสนเทศ หรือเข้าถึงข้อมูลที่สำคัญในการปฏิบัติงานได้
  4. ผลกระทบด้านบุคลากรหลัก  :  เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทำให้บุคลากรหลักไม่สามารถมาปฏิบัติงานได้
  5. ผลกระทบด้านผู้ให้บริการ/ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียที่สำคัญ : เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทำให้ผู้ให้บริการ/ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียไม่สามารถที่จะให้บริการหรือส่งมอบงานเพื่อให้หน่วยงานใช้ในการปฏิบัติงานได้

นำผลวิเคราะห์ผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นจากความเสี่ยงและภัยคุกคามไประบุไว้ในตารางที่ ๒ ทั้งนี้

ความเสี่ยงและภัยคุกคามบางเหตุการณ์อาจส่งผลกระทบต่อทรัพยากรของหน่วยงานได้มากกว่า 1 ด้าน เช่นการเกิดอัคคีภัย อาจเกิดจากความเสียหายต่ออาคารและสถานที่ปฏิบัติงาน รวมถึงความเสียหายต่อวัสดุ อุปกรณ์ และเครื่องมือ ตลอดจนชีวิตและความปลอดภัยของเจ้าหน้าที่ ระบบเทคโนโลยี สารสนเทศและข้อมูลที่สำคัญ แต่ผู้ให้บริการแก่หน่วยงาน/ผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย อาจไม่ได้รับผลกระทบ เนื่องจากมีสถานที่ปฏิบัติงานนอกพื้นที่

 

    ตารางที่ 2 การประเมินความเสี่ยงและภัยคุกคามและผลกระทบต่อทรัพยากรสำคัญ

* ให้ใช้เครื่องหมาย    P    ลงในช่องตารางที่เกี่ยวข้อง

ความเสี่ยงและภัยคุกคาม

ผลกระทบ

ด้านอาคารสถานที่ปฏิบัติงานหลัก

ด้านวัสดุอุปกรณ์ที่สำคัญ

ด้านเทคโนโลยีสารสนเทศและข้อมูลที่สำคัญ

ด้านบุคลากรหลัก

ด้านผู้ให้บริการ ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียที่สำคัญ

เหตุการณ์อัคคีภัย

 

P

P

 

 

P

เหตุการณ์ชุมนุมประท้วง/จลาจล

 

P

P

P

P

P

เหตุการณ์โรคระบาด

 

 

 

 

P

P

เหตุการณ์วาตภัย

P

P

 

 

P

เหตุการณ์ภัยแล้ง

 

 

 

 

 

P

 

แผนความต่อเนื่อง (BCP) ฉบับนี้ไม่รองรับการปฏิบัติงานในกรณีที่เหตุขัดข้องเกิดขึ้นจากการ

ดำเนินงานปกติ และเหตุขัดข้องดังกล่าวไม่ส่งผลกระทบในระดับสูงต่อการดำเนินงาน และการให้บริการขององค์การบริหารส่วนตำบลเมืองไผ่  เนื่องจากองค์การบริหารส่วนตำบลเมืองไผ่ยังสามารถจัดการ หรือปรับปรุงแก้ไขสถานการณ์ได้ภายในระยะเวลาที่เหมาะสม โดยนายองค์การบริหารส่วนตำบลเมืองไผ่  ปลัดองค์การบริหารส่วนตำบลเมืองไผ่ หรือ ผู้บริหารของสำนัก/ส่วน  สามารถรับผิดชอบและดำเนินการได้ด้วยตนเอง

การประเมินผลกระทบต่อกระบวนการดำเนินงาน

การประเมินผลกระทบต่อกระบวนการหรือการวิเคราะห์ผลกระทบทางธุรกิจ (Business

Impact Analysis) หน่วยงานต้องประเมินผลกระทบ ซึ่งระดับผลกระทบจะแบ่งออกเป็น ๕ ระดับ โดยมีหลักเกณฑ์การพิจารณาระดับผลกระทบ ดังนี้

 

ตารางที่ 3 ระดับผลกระทบและลักษณะของผลกระทบ

ระดับผลกระทบ

หลักเกณฑ์การพิจารณาระดับผลกระทบ

สูงมาก

  • เกิดความเสียหายต่อองค์กรเป็นจำนวนเงินในระดับสูงมาก
  • ส่งผลให้ขีดความสามารถในการดำเนินดำเนินงานหรือให้บริการลดลงมากกว่าร้อยละ 50
  • เกิดการสูญเสียชีวิตและ/หรือภัยคุกคามต่อสาธารณชน
  • ส่งผลกระทบต่อชื่อเสียงและความมั่นใจต่อองค์กรในระดับประเทศและนานาชาติ

สูง

  • เกิดความเสียหายต่อองค์กรเป็นจำนวนเงินในระดับสูง
  • ส่งผลให้ขีดความสามารถในการดำเนินงานหรือให้บริการลดลงร้อยละ 25-50
  • เกิดการบาดเจ็บต่อผู้รับบริการ/บุคคล/กลุ่มคน
  • ส่งผลกระทบต่อชื่อเสียงและความมั่นใจต่อองค์กรในระดับประเทศ

ปานกลาง

  • เกิดความเสียหายต่อองค์กรเป็นจำนวนเงินในระดับปานกลาง
  • ส่งผลให้ขีดความสามารถในการดำเนินงานหรือให้บริการลดลงร้อยละ 10-25
  • ต้องมีการรักษาพยาบาล
  • ส่งผลกระทบต่อชื่อเสียงและความมั่นใจต่อองค์กรในระดับท้องถิ่น

ต่ำ

  • เกิดความเสียหายต่อองค์กรเป็นจำนวนเงินในระดับต่ำ
  • ส่งผลให้ขีดความสามารถในการดำเนินงานหรือให้บริการลดลงร้อยละ 5-10
  • ต้องมีการปฐมพยาบาล

ส่งผลกระทบต่อชื่อเสียงและความมั่นใจต่อองค์กรในระดับท้องถิ่น

ไม่เป็นสาระสำคัญ

  • ส่งผลให้ขีดความสามารถในการดำเนินงานหรือให้บริการลดลงมากกว่าร้อยละ 5

นอกจากการพิจารณาประเมินผลกระทบแล้ว องค์การบริหารส่วนตำบลเมืองไผ่ต้องประเมิน

ระดับผลกระทบในแต่ละช่วงระยะเวลาของการหยุดชะงักที่ไม่สามารถปฏิบัติงานได้ด้วย ซึ่งแบ่งออกเป็น  6  ช่วงระยะเวลา คือ

1)      0-2 ชั่วโมง            ๒) 2-4 ชั่วโมง             ๓) 1 วัน         

๔) 1  สัปดาห์             ๕) 2    สัปดาห์           6) 1 เดือน

ในขั้นตอนนี้ ในการวิเคราะห์ผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นกับหน่วยงาน  ดังนี้

(1)    นำกระบวนการที่ได้มีการศึกษา  วิเคราะห์  และกำหนดไว้ในตารางที่ 1  มาประเมิน

กระบวนการที่สำคัญและระบุระดับผลกระทบโดยต้องพิจารณาถึงความเสี่ยง ภัยคุกคาม และผลกระทบต่อทรัพยากรหลักในการดำเนินงาน หรือการให้บริการของหน่วยงานในแต่ละกระบวนการ และจัดทำเป็นข้อมูลตามตารางที่ 4

 

ตารางที่  4 กระบวนการสำคัญและผลกระทบตามช่วงระยะเวลาของการหยุดชะงัก

กระบวนการ

ระดับผลกระทบ

ระยะเวลาของการหยุดชะงัก

0-2 ชั่วโมง

2-4 ชั่วโมง

1 วัน

1  สัปดาห์

1  สัปดาห์

1  เดือน

ดำเนินการเกี่ยวกับงานสารบรรณและงานธุรการทั่วไปการบริหารบุคคล  งานติดต่อประสานงาน งานสถิติข้อมูล

สูง

 

P

P

P

P

P

ดำเนินการเกี่ยวกับงานด้านการเงิน การบัญชี พัสดุ ครุภัณฑ์

สูง

 

 

P

P

P

P

ดำเนินการเกี่ยวกับการจัดทำแผนงาน งบประมาณ และเร่งรัดติดตามประเมินผลการปฏิบัติงาน

ต่ำ

 

 

 

 

 

P

 (2)    ภายหลังการประเมินและระบุระดับผลกระทบแล้ว  ขั้นตอนต่อไปให้พิจารณาช่วง

ระยะเวลาของการหยุดชะงักเมื่อสภาวะวิกฤติ/ภัยคุกคามเริ่มส่งผลกระทบกับการดำเนินงานของหน่วยงานซึ่งในบางกรณีเหตุการณ์ความเสี่ยงหรือภัยคุกคาม อาจยังไม่ส่งผลกระทบในทันที แต่จะเริ่มและ/หรือทวีความรุนแรงในช่วงระยะเวลาถัดไป  ตัวอย่างเช่น งานสารบรรณและงานธุรกรรมทั่วไป เหตุการณ์ความเสี่ยงหรือภัยคุกคามอาจจะยังไม่ส่งผลกระทบในทันที      แต่หากระยะเวลาล่วงเลยไปตั้งแต่ 2-4 ชั่วโมงขึ้นไป อาจส่งผลกระทบให้หน่วยงานไม่สามารถออกหนังสือซึ่งเป็นงานที่ต้องปฏิบัติตามกฎ ระเบียบ ให้แก่หน่วยงานภายนอกได้ หรือไม่สามารถดำเนินงานเพื่อให้มีผลบังคับใช้ในกรณีเร่งด่วน

 (3)    กระบวนการ/ขั้นตอนการปฏิบัติงานใดที่ประเมินแล้ว หากพบว่าได้รับผลกระทบจาสภาวะ

วิกฤตอยู่ในระดับสูงมาก และมีช่วงระยะเวลาของการหยุดชะงักในการปฏิบัติงานอยู่ระหว่าง 0-2 ชั่วโมง  ถึง 1 วัน  ให้กำหนดเป็นกระบวนการเร่งด่วนที่ต้องจัดทำแผนบริหารความต่อเนื่องตามแนวทางที่จะกล่าวต่อไป

สำหรับกระบวนการที่ประเมินแล้ว  พบว่าผลกระทบอยู่ในระดับปานกลางและมีช่วง

ระยะเวลาของการหยุดชะงักอยู่ระหว่าง 0 - 2 ชั่วโมง  ถึง 1 วัน   ให้หน่วยงานพิจารณาตามความเหมาะสมในการจัดทำแผนบริหารความต่อเนื่อง

 

การวิเคราะห์เพื่อกำหนดความต้องการทรัพยากรที่สำคัญ

1)      ด้านสถานที่ปฏิบัติงานสำรอง (Working Space Requirement)

ตารางที่ 5  การระบุพื้นที่การปฏิบัติงานสำรอง

ประเภททรัพยากร

ที่มา

4ชั่วโมง

1วัน

1สัปดาห์

2สัปดาห์

1เดือน

พื้นที่สำหรับสถานที่ปฏิบัติงานสำรอง

อาคารศูนย์พัฒนาเด็กเล็กกทลิวนาราม และหน่วยงานราชการภายนอก ที่ว่าการอำเภอกระสัง 

3.5 ตร.ม.     (1 คน)

7 ตร.ม.     (2 คน)

10.5 ตร.ม.     (3 คน)

 21 ตร.ม.     (6 คน)

-

ปฏิบัติงานที่บ้าน

 

17.5 ตร.ม.     (5 คน)

14 ตร.ม.     (4 คน)

10.5 ตร.ม.     (3 คน)

-

-

พื้นที่สำหรับสถานที่ปฏิบัติงานใหม่ในกรณีจำเป็น

ตามที่กำหนดไว้ในแผนงานบริหารความต่อเนื่อง

-

-

-

-

21 ตร.ม.     (6 คน)

รวม

21 ตร.ม.     (6 คน)

21 ตร.ม.     (6 คน)

21 ตร.ม.     (6 คน)

21 ตร.ม.     (6 คน)

21 ตร.ม.     (6 คน)

 

2)      ความต้องการด้านวัสดุอุปกรณ์ (Equipment & Supplies Requirement )

ตารางที่ 6  การระบุจำนวนวัสดุอุปกรณ์

ประเภททรัพยากร

ที่มา

4ชั่วโมง

1วัน

1สัปดาห์

2สัปดาห์

1เดือน

คอมพิวเตอร์สำรองที่มีคุณลักษณะเหมาะสม

ร้านค้าผ่านกระบวนการจัดซื้อพิเศษ

1 เครื่อง

1 เครื่อง

1 เครื่อง

1 เครื่อง

1 เครื่อง

เครื่องพิมพ์รองรับการใช้งานกับเครื่องคอมพิวเตอร์

ร้านค้าผ่านกระบวนการจัดซื้อพิเศษ

1 เครื่อง

1 เครื่อง

1 เครื่อง

1 เครื่อง

1 เครื่อง

โทรศัพท์พร้อมหมายเลข

ร้านค้าผ่านกระบวนการจัดซื้อพิเศษ

1 เครื่อง

1 เครื่อง

1 เครื่อง

1 เครื่อง

1 เครื่อง

โทรสารเครื่องสแกนด์พร้อมหมายเลข

ร้านค้าผ่านกระบวนการจัดซื้อพิเศษ

1 เครื่อง

1 เครื่อง

1 เครื่อง

1 เครื่อง

1 เครื่อง

เครื่องถ่ายเอกสาร

เช่าบริษัทผู้ให้บริการ

1 เครื่อง

1 เครื่อง

1 เครื่อง

1 เครื่อง

1 เครื่อง

 

          ๓) ความต้องการด้านเทคโนโลยีสารสนเทศและข้อมูล (IT & Information Requirement)

          เนื่องจากระบบการบริหารเทคโนโลยีสารสนเทศและข้อมูลที่สำคัญของหน่วยงานอยู่ในความดูแลของหน่วยงานกลาง เป็นลักษณะแบบรวมศูนย์  ดังนั้น หน่วยงานจึงใช้ข้อมูลสารสนเทศโดยการเชื่อมโยงระบบของหน่วยงานกับหน่วยงานกลางผ่านเครือข่ายอินเตอร์เนต ทำให้หน่วยงานไม่มีระบบคอมพิวเตอร์สำรอง และหากระบบมีปัญหาต้องรอให้หน่วยงานกลางกู้คืนระบบการบริหารเทคโนโลยีสารสนเทศก่อนหน่วยงานจึงจะสามารถใช้งานของระบบได้

ตารางที่ 7 การระบุความต้องการด้านเทคโนโลยี

ประเภททรัพยากร

ที่มา

4ชั่วโมง

1วัน

1สัปดาห์

2สัปดาห์

1เดือน

Email

หน่วยงานในสังกัด

 

P

P

P

P

ระบบเบิกจ่ายเงิน

สนง.ท้องถิ่นจังหวัด

 

 

P(๒-๓ วัน)

P

P

ระบบจัดซื้อจัดจ้าง

สนง.ท้องถิ่นจังหวัด

 

 

P(๒-๓ วัน)

P

P

หนังสือสั่งการต่างๆออกโดยหน่วยงาน

หน่วยงานต่างๆที่ได้รับ

 

P

P

P

P

หนังสือสั่งการต่างๆ

หน่วยงานต้นสังกัด

 

P

P

P

P

เอกสารใบแจ้งหนี้

คู่ค้า

 

 

P(๒-๓ วัน)

P

P

ข้อมูลประกอบการจัดทำแผนงบประมาณประจำปีงบประมาณ

หน่วยงานต่างๆในจังหวัดและหน่วยงานกลาง

 

 

 

 

P(เร่งด่วนช่วงเดือน กค.)

 

          ๔) ความต้องการด้านบุคลากรสำหรับความต่อเนื่องเพื่อปฏิบัติงาน (Personnel Requirement) ปรากฏดังตารางที่ 8

ตารางที่ 8 การระบุจำนวนบุคลากรหลักที่จำเป็น

 

ประเภททรัพยากร

4ชั่วโมง

1วัน

1สัปดาห์

2สัปดาห์

1เดือน

จำนวนบุคลากรปฏิบัติงานที่สำนักงาน/สถานที่ปฏิบัติงานสำรอง

1

2

3

6

6

จำนวนบุคลากรปฏิบัติงานที่บ้าน

5

4

3

-

-

รวม

6

6

6

6

6

 

          ๕) ความต้องการด้านผู้ให้บริการที่สำคัญ (Service Requirement)

 

ตารางที่ 9 การระบุจำนวนผู้ให้บริการที่ต้องติดต่อหรือขอรับบริการ

 

งาน

4ชั่วโมง

1วัน

1สัปดาห์

2สัปดาห์

1เดือน

ผู้ให้บริการเชื่อมโยงระบบเครือข่ายอินเตอร์เนต

1

1

1

1

1

รวม

1

1

1

1

1

 

ขั้นตอนการบริหารความต่อเนื่องและกอบกู้กระบวนการ

วันที่ 1 (ภายใน 24 ชั่วโมง) การตอบสนองต่อเหตุการณ์ทันที

          ในการปฏิบัติการใดๆ ให้บุคลากรของงานฯ คำนึงถึงความปลอดภัยในชีวิตของตนเองและบุคลากรอื่นๆ และปฏิบัติตามแนวทางและแผนเผชิญเหตุและขั้นตอนการปฏิบัติงานที่หน่วยงานตนเองและสำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัดกำหนดขึ้นอย่างเคร่งครัด

 

ตารางที่ 10 การระบุขั้นตอนการบริหารความต่อเนื่องและกอบกู้กระบวนการ

 

ขั้นตอนและกิจกรรม

บทบาทความรับผิดชอบ

ดำเนินการแล้วเสร็จ

-แจ้งเหตุฉุกเฉิน วิกฤติ ตามกระบวนการ Call Tree ให้กับบุคลากรในงานฯ ภายหลังได้รับแจ้งจากหัวหน้าคณะบริหารความต่อเนื่องของหน่วยงาน

หัวหน้าทีมงานบริหารความต่อเนื่องของงานฯ

-จัดประชุมทีมงานบริหารความต่อเนื่องเพื่อประเมินความเสียหายผลกระทบต่อการดำเนินงาน การให้บริการและทรัพยากรสำคัญที่ต้องใช้ในการบริหารความต่อเนื่อง

-ทบทวนกระบวนการที่มีความเร่งด่วน หรือส่งผลกระทบอย่างสูง (หากไม่ดำเนินการ) ดังนั้นจำเป็นต้องดำเนินงานหรือปฏิบัติด้วยมือ (Manual Processing)

ทีมงานบริหารความต่อเนื่องของงานฯ

-ระบุและสรุปรายชื่อบุคลากรในงานฯ ที่ได้รับบาดเจ็บหรือเสียชีวิต

หัวหน้างาน

-รายงานหัวหน้าคณะบริหารความต่อเนื่องของหน่วยงานทราบ โดยครอบคลุมประเด็น ดังนี้

  • จำนวนและรายชื่อบุคลากรที่ได้รับบาดเจ็บ/เสียชีวิต
  • ความเสียหายและผลกระทบต่อการดำเนินงานและการให้บริการ
  • ทรัพยากรสำคัญที่ต้องใช้ในการบริหารความต่อเนื่อง

หัวหน้าทีมงานบริหารความต่อเนื่องของงานฯ

  • กระบวนงานที่มีความเร่งด่วนและส่งผลกระทบอย่างสูงหากไม่ดำเนินการและจำเป็นต้องดำเนินงานหรือปฏิบัติงานด้วยมือ

หัวหน้าทีมงานบริหารความต่อเนื่องของงานฯ

-สื่อสารและรายงานสถานการณ์แก่บุคลากรในงานฯให้ทราบ ตามเนื้อหาและข้อความที่ได้รับการพิจารณาและเห็นชอบจากคณะบริหารความต่อเนื่องของหน่วยงานแล้ว

หัวหน้าทีมงานบริหารความต่อเนื่องของงานฯ

 

ขั้นตอนและกิจกรรม

บทบาทความรับผิดชอบ

ดำเนินการแล้วเสร็จ

-การประเมินและระบุกระบวนการหลัก และงานเร่งด่วนที่จำเป็นต้องดำเนินการให้แล้วเสร็จ ภายใน 1-5 วัน ข้างหน้า

หัวหน้าทีมงานบริหารความต่อเนื่องของงานฯ

-ประเมินศักยภาพและความสามารถของหน่วยงานฯในการดำเนินงานเร่งด่วนข้างต้น ภายใต้ข้อจำกัดและสภาวะวิกฤติ พร้อมระบุทรัพยากรที่จำเป็นต้องใช้ในการบริหารความต่อเนื่องตามแผนการจัดหาทรัพยากร

หัวหน้าทีมงานบริหารความต่อเนื่องของงานฯ

รายงานความคืบหน้าให้แก่หัวหน้าคณะบริหารความต่อเนื่องของหน่วยงานทราบ พร้อมขออนุมัติการดำเนินงานด้วยมือ สำหรับกระบวนงานที่มีความเร่งด่วนและส่งผลกระทบอย่างสูงหากไม่ดำเนินการ

หัวหน้าทีมงานบริหารความต่อเนื่องของงานฯ

-ติดต่อและประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการจัดหาทรัพยากรที่จำเป็นต้องใช้ในการบริหารความต่อเนื่อง ได้แก่

  • สถานที่ปฏิบัติงานสำรอง
  • วัสดุอุปกรณ์ที่สำคัญ
  • เทคโนโลยีสารสนเทศและข้อมูลที่สำคัญ
  • บุคลากรหลัก
  • คู่ค้า/ผู้ให้บริการที่สำคัญ/ผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย

หัวหน้าทีมงานบริหารความต่อเนื่องของงานฯ

  • งานบริหารทั่วไป
  • งานบริหารงานคลัง
  • งานบริหารทั่วไป
  • หน่วยงาน
  • งานป้องกันฯ
  • งานกฎหมายและคดี
  • งานประสานสาธารณโภค

-พิจารณาดำเนินการหรือปฏิบัติงานด้วยมือ เฉพาะงานเร่งด่วน หากไม่ดำเนินการจะส่งผลกระทบอย่างสูงและไม่สามารถรอได้ ทั้งนี้ต้องได้รับการอนุมัติ

หัวหน้าทีมงานบริหารความต่อเนื่องของงานฯ

-ระบุหน่วยงานที่เป็นคู่ค้า/ผู้ให้บริการสำหรับงานเร่งด่วน เพื่อแจ้งสถานการณ์และแนวทางในการบริหารงานให้มีความต่อเนื่องตามความเห็นของคณะบริหารความต่อเนื่องของหน่วยงาน

หัวหน้าทีมงานบริหารความต่อเนื่องของงานฯ

 

 

 

 

 

ขั้นตอนและกิจกรรม

บทบาทความรับผิดชอบ

ดำเนินการแล้วเสร็จ

-บันทึก (Log Book) และทบทวนกิจกรรมและงานต่างๆ ที่ทีมงานบริหารความต่อเนื่องของงานฯ ต้องดำเนินการ (พร้อมระบุรายละเอียด ผู้ดำเนินการและเวลา) อย่างสม่ำเสมอ

ทีมงานบริหารความต่อเนื่องของงานฯ

-แจ้งสรุปสถานการณ์และขั้นตอนการดำเนินการสำหรับในวันถัดไปให้กับบุคลากรหลักในงานฯ เพื่อรับทราบและดำเนินการ อาทิ แจ้งวัน เวลา และสถานที่ปฏิบัติงานสำรอง

หัวหน้าทีมงานบริหารความต่อเนื่องของงานฯ

-รายงานความคืบหน้าให้แก่หัวหน้าคณะบริหารความต่อเนื่องของหน่วยงานอย่างสม่ำเสมอหรือตามที่ได้กำหนดไว้

หัวหน้าทีมงานบริหารความต่อเนื่องของงานฯ

 

วันที่ 2-7  การตอบสนองในระยะสั้น

          ในการปฏิบัติการใดๆ ให้บุคลากรของงานฯ คำนึงถึงความปลอดภัยในชีวิตของตนเองและบุคลากรอื่นๆ และปฏิบัติตามแนวทางและแผนเผชิญเหตุและขั้นตอนการปฏิบัติงานที่หน่วยงานตนเองและสำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัดกำหนดขึ้นอย่างเคร่งครัด

ขั้นตอนและกิจกรรม

บทบาทความรับผิดชอบ

ดำเนินการแล้วเสร็จ

-ติดตามสถานะภาพการกอบกู้คืนมาของทรัพยากรที่ได้รับผลกระทบ ประเมินความจำเป็น และระยะเวลาที่ต้องใช้ในการกอบกู้คืน

หัวหน้าทีมงานบริหารความต่อเนื่องของงานฯ

-ตรวจสอบกับหน่วยงาน ความพร้อมและข้อจำกัดในการจัดหาทรัพยากรที่จำเป็นต้องใช้ในการบริหารความต่อเนื่อง ได้แก่

  • สถานที่ปฏิบัติงานสำรอง
  • วัสดุ อุปกรณ์ที่สำคัญ
  • เทคโนโลยีสารสนเทศและข้อมูลที่สำคัญ
  • บุคลากรหลัก
  • คู่ค้า/ผู้ให้บริการที่สำคัญ/ผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย

หัวหน้าทีมงานบริหารความต่อเนื่องของงานฯ

  • งานบริหารทั่วไป
  • งานบริหารงานคลัง
  • งานบริหารทั่วไป
  • หน่วยงาน
  • งานป้องกันฯ
  • งานกฎหมายและคดี

งานประสานสาธารณโภค

-รายงานหัวหน้าคณะบริหารความต่อเนื่องของหน่วยงาน ความพร้อม ข้อจำกัด และข้อเสนอแนะในการจัดหาทรัพยากรที่จำเป็นต้องใช้ในการบริหารความต่อเนื่อง

หัวหน้าทีมงานบริหารความต่อเนื่องของงานฯ

 

วันที่ 2-7  การตอบสนองในระยะสั้น

          ในการปฏิบัติการใดๆ ให้บุคลากรของงานฯ คำนึงถึงความปลอดภัยในชีวิตของตนเองและบุคลากรอื่นๆ และปฏิบัติตามแนวทางและแผนเผชิญเหตุและขั้นตอนการปฏิบัติงานที่หน่วยงานตนเองและสำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัดกำหนดขึ้นอย่างเคร่งครัด

 

ขั้นตอนและกิจกรรม

บทบาทความรับผิดชอบ

ดำเนินการแล้วเสร็จ

-ประสานงานและดำเนินการจัดหาทรัพยากรที่จำเป็นต้องใช้ในการบริหารความต่อเนื่อง ได้แก่

  • สถานที่ปฏิบัติงานสำรอง
  • วัสดุ อุปกรณ์ที่สำคัญ
  • เทคโนโลยีสารสนเทศและข้อมูลที่สำคัญ
  • บุคลากรหลัก
  • คู่ค้า/ผู้ให้บริการที่สำคัญ/ผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย

หัวหน้าทีมงานบริหารความต่อเนื่องของงานฯ

  • งานบริหารทั่วไป
  • งานบริหารงานคลัง
  • งานบริหารทั่วไป
  • หน่วยงาน
  • งานป้องกันฯ
  • งานกฎหมายและคดี
  • งานประสานสาธารณโภค

-ดำเนินการกอบกู้และจัดหาข้อมูลและรายงานต่างๆที่จำเป็นต้องใช้ในการดำเนินงานและให้บริการตามตารางที่.........

หัวหน้าทีมงานบริหารความต่อเนื่องของงานฯ

 

-ดำเนินงานและให้บริการ ภายใต้ทรัพยากรที่จัดหาเพื่อบริหารความต่อเนื่อง :

  • สถานที่ปฏิบัติงานสำรอง
  • วัสดุ อุปกรณ์ที่สำคัญ
  • เทคโนโลยีสารสนเทศและข้อมูลที่สำคัญ
  • บุคลากรหลัก
  • คู่ค้า/ผู้ให้บริการที่สำคัญ/ผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย

หัวหน้าทีมงานบริหารความต่อเนื่องของงานฯ

  • งานบริหารทั่วไป
  • งานบริหารงานคลัง
  • งานบริหารทั่วไป
  • หน่วยงาน
  • งานป้องกันฯ
  • งานกฎหมายและคดี
  • งานประสานสาธารณโภค

-แจ้งสถานการณ์และแนวทางในการบริหารความต่อเนื่องแก่ประชาชนในพื้นที่ /ผู้ใช้บริการที่สำคัญ/คู่ค้าที่ได้รับผลกระทบ

หัวหน้าทีมงานบริหารความต่อเนื่องของงานฯ

 

บันทึก(Log Book ) และทบทวนกิจกรรมและงานต่างๆ ที่ทีมงานบริหารความต่อเนื่องของงานฯ (พร้อมระบุรายละเอียด ผู้ดำเนินการ และเวลา) อย่างสม่ำเสมอ

ทีมงานบริหารความต่อเนื่องของงานฯ

 

ขั้นตอนและกิจกรรม

บทบาทความรับผิดชอบ

ดำเนินการแล้วเสร็จ

-แจ้งสรุปสถานการณ์และขั้นตอนการดำเนินการต่อไป สำหรับในวันถัดไป ให้กับบุคลากรในงานฯ

หัวหน้าทีมงานบริหารความต่อเนื่องของงานฯ

 

-รายงานความคืบหน้าให้แก่หัวหน้าคณะบริหารความต่อเนื่องของหน่วยงาน ตามเวลาที่ได้กำหนดไว้

หัวหน้าทีมงานบริหารความต่อเนื่องของงานฯ

 

วันที่ 8 การตอบสนองระยะกลาง (1 สัปดาห์)

ในการปฏิบัติการใดๆ ให้บุคลากรของงานฯ คำนึงถึงความปลอดภัยในชีวิตของตนเองและบุคลากรอื่นๆ และปฏิบัติตามแนวทางและแผนเผชิญเหตุและขั้นตอนการปฏิบัติงานที่หน่วยงานตนเองและสำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัดกำหนดขึ้นอย่างเคร่งครัด

 

ขั้นตอนและกิจกรรม

บทบาทความรับผิดชอบ

ดำเนินการแล้วเสร็จ

-ติดตามสถานะภาพการกอบกู้คืนมาของทรัพยากรที่ได้รับผลกระทบ และประเมินความจำเป็นและระยะเวลาที่ต้องใช้ในการกอบกู้คืน

หัวหน้างานและทีมงานบริหารความต่อเนื่องของงานฯ

-ระบุทรัพยากรที่จำเป็นต้องใช้ เพื่อดำเนินงานและให้บริการตามปกติ

หัวหน้างานและทีมงานบริหารความต่อเนื่องของงานฯ

-รายงานหัวหน้าคณะบริหารความต่อเนื่องของหน่วยงาน สถานะภาพการกอบกู้คืนมาของทรัพยากรที่ได้รับผลกระทบ และทรัพยากรที่จำเป็นต้องใช้เพื่อดำเนินงานและให้บริการตามปกติ

หัวหน้างานและทีมงานบริหารความต่อเนื่องของงานฯ

-ประสานงานและดำเนินการจัดหาทรัพยากรที่จำเป็นต้องใช้เพื่อดำเนินงานและให้บริการตามปกติ :

  • สถานที่ปฏิบัติงานสำรอง
  • วัสดุ อุปกรณ์ที่สำคัญ
  • เทคโนโลยีสารสนเทศและข้อมูลที่สำคัญ
  • บุคลากรหลัก
  • คู่ค้า/ผู้ให้บริการที่สำคัญ/ผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย

หัวหน้างานและทีมงานบริหารความต่อเนื่องของงานฯ

  • งานบริหารทั่วไป
  • งานบริหารงานคลัง
  • งานบริหารทั่วไป
  • หน่วยงาน
  • งานป้องกันฯ
  • งานกฎหมายและคดี
  • งานประสานสาธารณโภค

-แจ้งสรุปสถานการณ์และการเตรียมความพร้อมด้านทรัพยากรต่างๆ เพื่อดำเนินงานและให้บริการตามปกติให้กับบุคลากรในงานฯ

หัวหน้างานและทีมงานบริหารความต่อเนื่องของงานฯ

 วันที่ 8 การตอบสนองระยะกลาง (1 สัปดาห์)

 ในการปฏิบัติการใดๆ ให้บุคลากรของงานฯ คำนึงถึงความปลอดภัยในชีวิตของตนเองและบุคลากรอื่นๆ และปฏิบัติตามแนวทางและแผนเผชิญเหตุและขั้นตอนการปฏิบัติงานที่หน่วยงานตนเองและสำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัดกำหนดขึ้นอย่างเคร่งครัด

 

ขั้นตอนและกิจกรรม

บทบาทความรับผิดชอบ

ดำเนินการแล้วเสร็จ

บันทึก(Log Book ) และทบทวนกิจกรรมและงานต่างๆ ที่ทีมงานบริหารความต่อเนื่องของงานฯ (พร้อมระบุรายละเอียด ผู้ดำเนินการ และเวลา) อย่างสม่ำเสมอ

ทีมงานบริหารความต่อเนื่องของงานฯ

 

-รายงานความคืบหน้าให้แก่หัวหน้าคณะบริหารความต่อเนื่องของหน่วยงาน ตามเวลาที่ได้กำหนดไว้

หัวหน้างานและทีมงานบริหารความต่อเนื่องของงานฯ

 

 

2. การกำหนดกลยุทธ์ในการสร้างความต่อเนื่อง(Business Continuity Plan - BCP)

การกำหนดกลยุทธ์ในการสร้างความต่อเนื่องของการปฏิบัติงาน เป็นขั้นตอนที่สำคัญก่อน

มีการจัดทำแผนความต่อเนื่อง  เพื่อเตรียมความพร้อมให้หน่วยงานสามารถตอบสนองต่อสภาวะฉุกเฉินที่ส่งผลให้การปฏิบัติงานของหน่วยงานต้องหยุดชะงัก หรือไม่สามารถให้บริการได้อย่างต่อเนื่อง เช่น อุทกภัย อัคคีภัย การก่อการประท้วง ทั้งนี้เพื่อให้มั่นใจว่าแผนการบริหารความต่อเนื่องที่ได้จัดทำขึ้นมีความสอดคล้องกับนโยบายขององค์กรและสามารถนำไปปฏิบัติได้จริง เนื่องจากการเตรียมความพร้อมด้านทรัพยากรขององค์กรในสภาวะวิกฤต ในบางกรณีจำเป็นต้องใช้งบประมาณ อาทิ การสร้างระบบเทคโนโลยีสารสนเทศสำรอง เพื่อให้สามารถสนับสนุนการทำงานในกรณีที่ระบบเทคโนโลยีสารสนเทศหลักไม่สามารถใช้งานได้ ดังนั้น การกำหนดกลยุทธ์ หรือแนวทางในการสร้างความต่อเนื่อง จึงต้องผ่านการพิจารณาของผู้บริหารขององค์กร ซึ่งทรัพยากรที่ต้องเตรียมพร้อมมี 5 ด้าน ได้แก่ ด้านอาคาร สถานที่ปฏิบัติงานหลัก ด้านวัสดุอุปกรณ์ที่สำคัญ  การจัดหา จัดส่งวัสดุอุปกรณ์ที่สำคัญ ด้านเทคโนโลยีสารสนเทศและข้อมูลที่สำคัญ ด้านบุคลากร และด้านคู่ค้า ผู้ให้บริการที่สำคัญ ผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย โดยมีขั้นตอนในการกำหนดกลยุทธ์การดำเนินการ  ดังนี้

(1)    ให้หน่วยงานพิจารณาระบุทรัพยากรที่จำเป็นต้องใช้ในกระบวนการสำคัญทั้ง 5

ด้าน (ตามตารางที่ ๔) โดยให้พิจารณาจากการปฏิบัติงานจริงในปัจจุบัน และปรับลดให้สอดคล้องกับระดับการดำเนินงานหรือการให้บริการเมื่อเกิดสภาวะวิกฤต (หน่วยงานไม่ควรกำหนดทรัพยากรเสมือนการปฏิบัติงานในสภาวะปกติ) เช่น หากหน่วยงานกำหนดระดับการดำเนินงาน หรือการให้บริการที่ในสภาวะปกติไว้ที่ร้อยละ 50 ดังนั้น ในสภาวะวิกฤต  การใช้ทรัพยากรควรปรับลดให้เหมาะสมกับสถานการณ์ โดยให้ระบุรายละเอียด แยกตามประเภทของทรัพยากร ในตารางที่ 11

ตารางที่ 11 การกำหนดทรัพยากรสำคัญที่ใช้ในการดำเนินงานและการให้บริการ

กระบวนการ

การกำหนดทรัพยากรที่สำคัญ

อาคาร/สถานที่ปฏิบัติงาน

เครื่องมือและอุปกรณ์

ระบบงานเทคโนโลยี หรือระบบสารสนเทศ

บุคลากร

คู่ค้า/ผู้ให้บริการ/ผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย

งานสารบรรณและงานธุรการทั่วไปการบริหารบุคคล งานติดต่อประสานงาน งานสถิติข้อมูล

ใช้พื้นที่สำรอง 17.5 ตรม.      (๕คน)

เครื่อง คอมพิวเตอร์(พกพา)พร้อมเครื่องพิมพ์ 1 ชุด

-ระบบจัดซื้อ จัดจ้าง

-ระบบ GFMIS

-ระบบเชื่อมโยงอินเตอร์เนต

 

-บุคลากรหลัก  5  คน

-ผู้ให้บริการเชื่อมโยงระบบเครือข่าย อินเตอร์เนต

งานด้านการเงิน การบัญชี วัสดุ ครุภัณฑ์

ใช้พื้นที่สำรอง 7 ตรม.    (2คน)

เครื่อง คอมพิวเตอร์(พกพา)พร้อมเครื่องพิมพ์ 1ชุด

ระบบจัดซื้อ จัดจ้าง

-ระบบ GFMIS

-ระบบเชื่อมโยงอินเตอร์เนต

 

-บุคลากรหลัก  2 คน

-ผู้ให้บริการเชื่อมโยงระบบเครือข่าย อินเตอร์เนต

 

(2)    ภายหลังการกำหนดและรวบรวมทรัพยากรที่ใช้ในการดำเนินงานและการ

ให้บริการในกระบวนการที่สำคัญของแต่ละหน่วยงานแล้ว ให้ศึกษาและกำหนดกลยุทธ์ในการบริหารความต่อเนื่องเสนอผู้บริหารองค์กรพิจารณาอนุมัติ โดยแนวทางในการพิจาณาอาจะประกอบด้วยทางเลือก ดังตารางที่ 12

      ตารางที่ 12 กำหนดกลยุทธ์และแนวทางในการบริหารความต่อเนื่อง องค์การบริหารส่วนตำบลเมืองไผ่

ทรัพยากรสำคัญ

กำหนดกลยุทธ์และแนวทางในการบริหารความต่อเนื่อง

อาคาร/สถานที่ปฏิบัติงาน

-กำหนดให้ใช้พื้นที่ปฏิบัติงานสำรองกับหน่วยงานภายในสังกัด ได้แก่ อาคารศูนย์พัฒนาเด็กเล็กกทลิวนาราม และหน่วยงานราชการภายนอก ที่ว่าการอำเภอกระสัง  โดยมีการสำรวจความเหมาะสมของสถานที่ ประสานงาน และการเตรียมความพร้อม กับหน่วยงานเจ้าของพื้นที่ 

-กำหนดแนวทางให้เจ้าหน้าที่สามารถปฏิบัติงานที่บ้านได้

 

ทรัพยากรสำคัญ

กำหนดกลยุทธ์และแนวทางในการบริหารความต่อเนื่อง

เครื่องมือและอุปกรณ์

-กำหนดให้มีการจัดหาคอมพิวเตอร์สำรองที่มีคุณลักษณะเหมาะสมกับการใช้งาน พร้อมอุปกรณ์ที่สามารถเชื่อมโยงต่อผ่านอินเตอร์เนตเข้าสู่ระบบเทคโนโลยีของส่วนกลาง และกรมบัญชีกลางได้

-ทำข้อตกลงกับโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลเมืองไผ่  เพื่อขอยืมเครื่องมือและอุปกรณ์

-กำหนดให้พิจารณาใช้คอมพิวเตอร์แบบพกพา (laptop/notebook ) ของเจ้าหน้าที่ได้เป็นการชั่วคราว หากมีความจำเป็นเร่งด่วนในช่วงระหว่างการจัดหาคอมพิวเตอร์สำรอง ทั้งนี้ต้องได้รับอนุญาตจากหัวหน้าคณะบริหารความต่อเนื่องในการกู้คืน

ระบบงานเทคโนโลยี หรือระบบสารสนเทศ

-ระบบการบริหารเทคโนโลยีสารสนเทศและข้อมูลที่มีความสำคัญ มีลักษณะแบบรวมศูนย์ และเชื่อมโยงระบบเครือข่ายต่อผ่านอินเตอร์เนตส่วนกลาง ทำให้หน่วยงานไม่มีระบบคอมพิวเตอร์สำรองของตนเอง ดังนั้น การกู้คืนสถานการณ์ อาจต้องรอจนกว่าระบบการบริหารเทคโนโลยีสารสนเทศของส่วนกลาง จะกลับคืนให้สามารถใช้งานได้ 

-ปฏิบัติงานโดยให้ใช้ระบบงานเทคโนโลยี (Manual) ไปก่อน แล้วจึงป้อนข้อมูลเข้าในระบบ เมื่อกลับสู่สภาวะปกติ

บุคลากร

-กำหนดให้มีบุคลากรหลัก และบุคลากรสำรองทำงานทดแทนกันได้ในฝ่ายงานหรือกลุ่มงานเดียวกัน

-กำหนดให้ใช้บุคลากรนอกฝ่ายงานหรือกลุ่มงาน ในกรณีที่บุคลากรไม่เพียงพอหรือขาดแคลน

คู่ค้า/ผู้ให้บริการ/ผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย

-หน่วยงานสำนักงานปลัดที่ทำหน้าที่เกี่ยวข้องกับงานเทคโนโลยีสารสนเทศขององค์กร กำหนดผู้ให้บริการเชื่อมโยงเครือข่ายอินเตอร์เนต  1 ราย คือ CAT หากผู้ให้บริการหลักไม่สามารถให้บริการได้ ระบบเชื่อมโยงจะปรับเปลี่ยนไปใช้ระบบเครือข่ายอินเตอร์เนตแบบพกพา (Air Card)  กำหนดให้มีคู่ค้า/ผู้ให้บริการสำรอง/ผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย เพื่อ เรียกใช้บริการได้ในสภาวะวิกฤต และการใช้ระบบอินเตอร์ผ่านเครือข่ายโทรศัพท์เคลื่อนที่

-พิจารณาให้มีคู่ค้า/ผู้ให้บริการสำรอง/ผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย เพื่อเรียกใช้บริการได้ในสภาวะวิกฤต

-พิจารณากระจายความเสี่ยง โดยมีคู่ค้า/ผู้ให้บริการ มากกว่า 1 ราย สำหรับให้บริการแก่หน่วยงาน

 

ทีมบริหารความต่อเนื่อง (Business Continuity Plan Team)

          เพื่อให้แผนความต่อเนื่อง (BCP) ของฝ่ายบริหารทั่วไปสามารถนำไปปฏิบัติได้อย่างมีประสิทธิภาพ และเกิดประสิทธิผล จะต้องจัดตั้งทีมงานบริหารความต่อเนื่อง (BCP Team) ขึ้น โดย BCP Team ประกอบด้วยหัวหน้าทีมบริหารความต่อเนื่อง และทีมงานบริหารความต่อเนื่อง โดยทุกตำแหน่งจะต้องร่วมมือกันดูแล ปฏิบัติงาน และกู้คืนเหตุการณ์ฉุกเฉินในฝ่ายงานของตนเองให้สามารถบริหารความต่อเนื่อง และกลับสู่สภาวะปกติได้โดยเร็ว ตามบทบาทหน้าที่ที่กำหนดไว้ของทีมงานบริหารความต่อเนื่อง (BCP Team) และในกรณีที่บุคลากรหลักไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้ ให้บุคลากรสำรองรับผิดชอบทำหน้าที่ในบทบาทของบุคลากรหลัก ปรากฏดังตารางที่ 3

 

ตารางที่ 13 รายชื่อบุคลากรและบทบาทของทีมงานบริหารความต่อเนื่อง (BCP Team)

            บุคลากรหลัก

                 บทบาท

         บุคลากรสำรอง

น.ส.พัชรินทร์         พูนกลาง

หัวหน้างานบริหารทั่วไป

092 5705238

หัวหน้าทีมงานบริหารความต่อเนื่อง

นางพัชรนันท์   สีทอง

หัวหน้างานนโยบายและแผน

083 721 2652

089 0087329

น.ส.ศิริวดี    สิบทัศน์

หัวหน้างานบริหารงานคลัง

085 6357146

ทีมงานบริหารความต่อเนื่อง

นางณัฐิยา  ชื่นอุรา

หัวหน้างานการเงิน

093 3977648

นางพัชรนันท์

สีทอง

หัวหน้างานนโยบายและแผน

083 721 2652

089 0087329

ทีมงานบริหารความต่อเนื่อง

นายกอปรเชาว์  เสาวโค

ผช.จนท.วิเคราะห์นโยบายและแผน

093 3297491

นางธณทร

กิตติเวศสกุล

หัวหน้างานกฎหมายและคดี

081 9665438

088 5825981

ทีมงานบริหารความต่อเนื่อง

นายธนกร  สงัดรัมย์

หัวหน้างานบุคลากร

086 2643992

 

นายสุรชัย

ขวัญศิวิไลย์

หัวหน้างานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย

082 1325508

ทีมงานบริหารความต่อเนื่อง

นายยุธพร  เดชโคบุตร

หัวหน้างานบริหารงานช่าง

089 2845016

 

นายยุธพร  เดชโคบุตร

หัวหน้างานประสานสาธารณูปโภค

089 2845016

 

ทีมงานบริหารความต่อเนื่อง

นายพัฒชรินทร์  ศิขิรัมย์

นายช่างโยธา

085 2838203

 

                                        แผนรองรับกรณีสถานการณ์ทางการเมือง/การชุมนุมประท้วง

                                                            ---------------------------------

 สถานการณ์                      

     ปัจจุบันประชาชนมีความตื่นตัวทางการเมือง และทางประชาธิปไตยค่อนข้างสูง ประกอบกับ

ความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างรวดเร็ว ทำให้มีประชาชนจากสังคมชนบทมาสู่สังคมในเขตเมืองจำนวนมาก และเกิดปัญหาที่ทำกิน ทำให้เกิดเหตุการณ์ความเคลื่อนไหวของกลุ่มพลังทางการเมือง กลุ่มนักศึกษา กลุ่มผู้ใช้แรงงาน และประชาชนที่เดือดร้อน หรือได้รับผลกระทบอยู่ตลอดเวลาเพื่อเรียกร้องให้รัฐบาลแก้ไขปัญหา เมื่อได้รับการตอบสนอง อาจก่อความไม่สงบเรียบร้อยต่างๆ ขึ้น ซึ่งการชุมนุมอาจจะสร้างความเสียหายต่อชีวิต และทรัพย์สินของเจ้าหน้าที่ และของทางราชการ ดังนั้น การแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนของประชาชน และความเคลื่อนไหวของกลุ่มพลังต่างๆ ต้องกระทำอย่างรวดเร็ว และมีประสิทธิภาพ เพื่อให้เกิดความสงบเรียบร้อยขึ้นภายในสถานที่ราชการขององค์การบริหารส่วนตำบลเมืองไผ่ โดยการเตรียมการไว้ตั้งแต่ภาวะปกติ

วัตถุประสงค์

๑.      เพื่อกำหนดมาตรการ และแนวทางที่เหมาะสมในการป้องกันและระงับการชุมนุมประท้วง

และการก่อจลาจล

๒.      เพื่อกำหนดอำนาจหน้าที่ของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และแนวทางปฏิบัติของหน่วยงานต่างๆ

ไว้ให้พร้อมปฏิบัติงานทั้งในระยะก่อนเกิดเหตุ และภายหลัง ที่เหตุการณ์ผ่านพ้นไปแล้ว

๓. เพื่อรักษาไว้ซึ่งความสงบเรียบร้อยของบ้านเมือง ความมั่นคงของชาติ และป้องกันการกระทำ

อันไม่ชอบด้วยกฎหมาย ซึ่งจะมีผลเสียหายต่อชีวิต และทรัพย์สินของเจ้าหน้าที่ และทางราชการ

นิยามศัพท์

 

การประท้วง หมายถึง การแสดงออกด้วยการกระทำ เพื่อแสดงให้เห็นว่า คัดค้าน หรือไม่เห็นด้วย

ซึ่งมีหลากหลายวิธี เช่น การตั้งเวทีปราศรัยในสถานที่ราชการ  การปิดถนน   การเดินประท้วง การกดดันปิดอาคารสำนักงานของทางราชการ ซึ่งส่วนใหญ่ เป็นการแสดงออกทางสังคม และการเมือง โดยการประท้วงที่ใช้ความรุนแรงก่อให้เกิดความวุ่นวายจนกลายเป็นการก่อการจลาจล

 

การก่อการจลาจล  หมายถึง การก่อความไม่สงบที่มีลักษณะคล้ายสงครามการเมือง คือ มีมวลชนขนาดใหญ่รวมตัวกันเคลื่อนไหว เพื่อนำไปสู่การเปลี่ยนแปลง และไม่อาจควบคมมวลชนที่มารวมตัวกันนั้นได้ จนนำไปสู่การจลาจล สร้างความวุ่นวายสับสน และเกิดความเสียหายโดยเมื่อสถานการณ์พัฒนาสู่การจลาจลแล้วก็จะมีการปราบปรามจากเจ้าหน้าที่รัฐ

หลักการปฏิบัติ

๑.      การชุมนุมประท้วง โดยทั่วไปจะต้องพิจารณาว่า เป็นสิทธิขั้นพื้นฐานของประชาชนที่สามารถ

ชุมนุมโดยสงบ และปราศจากอาวุธภายในขอบเขตกฎหมาย การป้องกัน และระงับการชุมนุมประท้วง และการก่อการจลาจลต้องปฏิบัติอย่างละมุนละม่อน ใช้การเจรจาทำความเข้าใจ และการประชาสัมพันธ์ทุกรูปแบบ

  ๒. อำนาจหน้าที่ของหน่วยงานที่รับผิดชอบ

     ๒.๑ ให้สำนักงานปลัด มีหน้าที่อำนวยการประสานงาน สั่งการ ควบคุม เพื่อป้องกันและระงับ

เหตุ

     ๒.๒ ให้หน่วยงานในสังกัดที่มีส่วนเกี่ยวของในกรณีที่การชุมนุมประท้วงเรียกร้องเข้ารับเรื่อง

ร้องเรียนหรือเจรจา

ขั้นตอนการปฏิบัติ

          ๑. ก่อนเกิดภัย

          การเตรียมความพร้อม มีแนวทางดังนี้

 (๑) หน่วยงานที่รับผิดชอบในการป้องกัน และระงับการชุมนุมประท้วง และก่อการจลาจลดำเนินการติดตามสถานการณ์ ตรวจสอบเงื่อนไข ประเด็นปัญหาความเดือดร้อน ความขัดแย้งที่มีในพื้นที่ เพื่อเตรียมการป้องกัน การแก้ปัญหา รวมทั้งจัดเตรียมแผนปฏิบัติการป้องกันระงับการชุมนุมประท้วง และ ก่อการจลาจล

          (๒) จัดเตรียมกำลังเจ้าหน้าที่ อุปกรณ์ เครื่องมือ เครื่องใช้ ระบบการสื่อสาร ยานพาหนะ และมอบหมายหน้าที่ความรับผิดชอบในการปฏิบัติการไว้ให้พร้อม

          (๓) ดำเนินการประชาสัมพันธ์ทุกรูปแบบอย่างต่อเนื่อง เพื่อเป็นการปฏิบัติการทางจิตวิทยา ขจัดเงื่อนไขปัญหาความขัดแย้งระหว่างหน่วยงานกับประชาชน หรือหน่วยงานด้วยกันในพื้นที่

๒. ขณะเกิดภัย

          การบริหารจัดการในภาวะฉุกเฉิน มีแนวทางดังนี้

          ให้สำนักงานปลัด เป็นหน่วยงานหลักในการจัดเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัย  ทำหน้าที่รักษาความสงบเรียบร้อย ความปลอดภัย และจัดการจลาจลบริเวณที่มีการชุมนุมประท้วงและก่อการจลาจลโดยให้ ปลัดองค์การบริหารส่วนตำบลเมืองไผ่ และผู้ที่ได้รับมอบหมายจากปลัดองค์การบริหารส่วนตำบลเมืองไผ่ปฏิบัติ ดังนี้

          (๑) ประชาสัมพันธ์ ให้เจ้าหน้าที่ที่ปฏิบัติงานภายในอาคาร รวมทั้งบุคคลภายนอกที่มาติดต่องานได้ทราบและเข้าใจเกี่ยวกับการปฏิบัติตนเมื่อมีการชุมนุมประท้วง ตลอดจนคำแนะนำในการปฏิบัติ เพื่อให้เกิดความปลอดภัยสูงสุด

          (๒) ควบคุมดูแลประสานงานการป้องกันและระงับการชุมนุมประท้วงและก่อการจลาจล

(๓) ให้จัดเตรียมพื้นที่สำรอง สำหรับการปฏิบัติงานหากเกิดเหตุฉุกเฉิน

(๔) จัดเจ้าหน้าที่ประสานงานเพื่อแก้ไขปัญหา

(๕) แจ้งสำนัก/ส่วน ที่รับผิดชอบโดยตรง เพื่อเข้าเจรจาแก้ไขปัญหาโดยเร็ว

(๖) จัดเจ้าหน้าที่ร่วมเจรจายุติการชุมนุมประท้วง และก่อการจลาจล รวมทั้งติดตาม ผลการแก้ไขปัญหาให้ยุติลง โดยสิ้นเชิง

          ๓. หลังเกิดภัย

          การจัดการหลังเกิดภัย มีแนวทางดังนี้

(๑) ให้สำนัก/ส่วน ที่เกี่ยวข้องมีหน้าที่แก้ไขปัญหาของผู้ชุมนุม ให้เสร็จสิ้นลงโดยเร็ว

(๒) ประชาสัมพันธ์ ปฏิบัติการทางจิตวิทยาเพื่อให้ประชาชนมีความเข้าใจในขอเท็จจริง ที่ถูกต้องในการแก้ไขปัญหา และมีทัศนคติที่ดีต่อการดำเนินการขององค์การบริหารส่วนตำบลเมืองไผ่

(๓) ฟื้นฟูความเสียหายให้กลับคืนสู่ภาวะปกติ

(๔) ดำเนินการตามกฎหมาย เมื่อปรากฏว่าได้มีการกระทำละเมิดกฎหมาย

แผนรองรับอัคคีภัย

----------------------------

 สถานการณ์

          อาคารที่ทำการขององค์การบริหารส่วนตำบลเมืองไผ่ ซึ่งประกอบไปด้วย ส่วนราชการที่เกี่ยวข้อง  ในแต่ละวันจะมีผู้มาติดต่อราชการ  รวมถึงการใช้บริการอินเตอร์เนตจากสัญญาณฟรีไวไฟของคนในชุมชน จำนวนมาก อีกทั้งพนักงานส่วนตำบลและพนักงานจ้างมีวัสดุอุปกรณ์เครื่องมือเครื่องใช้ในสำนักงานและเอกสารต่างๆ ซึ่งเป็นแหล่งเชื้อเพลิงอย่างดี หากไม่มีการตรวจตราอย่างระมัดระวัง อาจเป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดอัคคีภัยได้ง่าย

          อัคคีภัยอาจเกิดขึ้นได้โดยมีส่วนสัมพันธ์กับเวลา สิ่งแวดล้อม และพฤติกรรมของมนุษย์ ทั้งยังอาจเกิดขึ้นได้โดยไม่เลือกเวลา สถานที่ สภาพความเสี่ยงต่อการเกิดอัคคีภัยในปัจจุบันมักจะเกิดขึ้น และมีความเสียหายมากโดยเฉพาะในกรณีของอัคคีภัยในอาคารขนาดใหญ่ อาคารสูง สถานที่ราชการโดยจะส่งผลให้เกิดความเสียหายต่อชีวิต และทรัพย์สินของประชาชน และของทางราชการเป็นอย่างมาก

          เมื่อเกิดอัคคีภัยในระยะเริ่มแรก หากผู้พบเห็นเหตุเพลิงไหม้ตื่นตกใจ หรือไม่มีความรู้ความสามารถ เพียงพอที่จะระงับเหตุในเบื้องต้นได้ เพลิงอาจลุกลามเป็นอัคคีภัยขั้นรุนแรงสร้างความสูญเสียต่อชีวิต และทรัพย์สิน ตลอดจนภาพพจน์ของหน่วยงานเป็นอย่างยิ่ง ซึ่งส่วนหนึ่งมีสาเหตุมาจากการขาดความเตรียมพร้อมในการบริหาร จัดการกับเหตุการณ์ฉุกเฉินที่เกิดขึ้น ดังนั้น เพื่อเป็นการป้องกันมิให้เกิดอัคคีภัย หรือหากเกิดขึ้นแล้ว ก็สามารถที่จะระงับได้อย่างรวดเร็ว มิให้ลุกลาม จึงได้จัดทำแผนป้องกัน และระงับอัคคีภัยภายในสำนักงานฯ ขึ้น เพื่อให้ข้าราชการ และบุคลากรมีความรู้ ความเข้าใจ และสามารถปฏิบัติได้เมื่อเกิดเหตุการณ์ฉุกเฉิน

วัตถุประสงค

๑. เพื่อลดอัตราเสี่ยงต่อการเกิดเหตุอัคคีภัย ลดอันตราย ความสูญเสียต่อชีวิต ทรัพย์สินที่จะเกิดขึ้น

          ๒. เพื่อจัดระบบการปฏิบัติการไว้ล่วงหน้าให้สามารถป้องกัน และระงับอัคคีภัยได้ตามสถานการณ์

ในแต่ละพื้นที่ของหน่วยงาน

          ๓. เพื่อสร้างความมั่นใจในเรื่องความปลอดภัยต่อพนักงานส่วนตำบล  ลูกจ้าง และพนักงานจ้าง ในกรณีเกิดเหตุเพลิงไหม้

          ๔. เพื่อให้มีการระงับอัคคีภัยที่อาจเกิดขึ้นได้อย่างรวดเร็ว และมีประสิทธิภาพ

 

แผนขั้นที่  ๑ : การปฏิบัติก่อนเกิดเหตุเพลิงไหม้

          ๑. ให้สำนักงานปลัด รับผิดชอบ การดูแลความเป็นระเบียบเรียบร้อยของสำนักงานฯ รวมทั้งให้ สำนัก/ส่วน ต่างๆ ที่มีสถานที่ปฏิบัติงานอยู่ในอาคารตรวจตรา ดูแลความเป็นระเบียบเรียบร้อย ภายในสถานที่ทำงานในความรับผิดชอบของตน โดยให้ดำเนินการ ดังนี้

          (๑) ตรวจตราดูแลสถานที่ทำงานให้สะอาดเรียบร้อยอยู่เสมอ อย่าให้สกปรกรกรุงรัง  ทั้งกำจัด สิ่งที่อาจจะก่อให้เกิดอัคคีภัยให้หมดสิ้นไป

          (๒) ตรวจตราดูแลภายในบริเวณสถานที่ทำงานเกี่ยวกับเครื่องมือเครื่องใช้ และสายไฟฟ้า อันจะเป็นเหตุก่อให้เกิดอัคคีภัยขึ้น

          (๓) ควบคุมผู้มีหน้าที่ทำความสะอาดให้หมั่นทิ้งเศษกระดาษ หรือสิ่งของที่อาจจะเป็นเชื้อเพลิงได้ อย่าให้มีเหลืออยู่ และให้นำไปทิ้งในที่ทิ้งขยะที่จัดไว้

(๔) กำชับแนะนำเจ้าหน้าที่ให้ทิ้งเศษกระดาษลงในที่ทิ้งขยะให้เรียบร้อย

(๕) กำชับแนะนำไม่ให้บุคคลใดทิ้งก้นบุหรี่ หรือก้านไม้ขีดไฟที่ยังไม่ดับลงในที่ที่ไม่ปลอดภัย

          (๖) ป้ายสื่อความปลอดภัย เช่น “บริเวณห้ามสูบบุหรี่ ”  “บริเวณให้สูบบุหรี่ ” เป็นต้น หากพบว่าชำรุดเสียหาย ให้รีบแจ้งสำนักงานเลขานุการกรมทราบ เพื่อจะได้แจ้ง ให้เจ้าหน้าที่ดำเนินการแก้ไขต่อไป

          (๗) ให้จัดทำสัญลักษณ์ ของบัญชีทรัพย์สินตลอดจนเอกสารที่สำคัญที่สามารถขนย้ายได้เมื่อ เกิดเหตุเพลิงไหม้ โดยเรียงลำดับความสำคัญ เช่น กำหนดแถบสีแดง มีความสำคัญอันดับ ๑ ให้ขนย้ายก่อน แถบสีเขียว หมายถึง มีความสำคัญอันดับ ๒ ให้ขนย้ายต่อมา พร้อมแจ้งให้ทุกคนในหน่วยงานรับทราบ และเข้าใจร่วมกัน

          ๒. เพื่อป้องกันอัคคีภัยอันอาจเกิดขึ้นจากกระแสไฟฟ้า ให้สำนักงานปลัด แต่งตั้งเจ้าหน้าที่ หรือจัดหา ผู้มีความรู้ความชำนาญเกี่ยวกับไฟฟ้าทำการตรวจสอบสายไฟฟ้า อุปกรณ์เกี่ยวกับไฟฟ้า รวมทั้งเครื่องมือเครื่องใช้ไฟฟ้าให้อยู่ในสภาพเรียบร้อย และปราศจากภยันตรายอันอาจเกิดจากกระแสไฟฟ้าโดยสิ้นเชิง หากมีเรื่องต้องแก้ไข หรือได้รับแจ้งจาก สำนัก/ส่วน ก็ให้เจ้าหน้าที่พัสดุพิจารณาดำเนินการโดยเร็วที่สุด

๓. ให้สำนักงานปลัด จัดเจ้าหน้าที่ ตรวจตราตำแหน่งที่ตั้งเมนสวิทช์คัทเอาท์ ตลอดจนรู้วิธีปฏิบัติในการตัดกระแสไฟฟ้ากรณีฉุกเฉิน และการแจ้งเหตุเพลิงไหม้ไปยังหน่วยงานต่างๆ ที่ต้องการขอความช่วยเหลือ รวมทั้งการรู้จักวิธีใช้อุปกรณ์ดับเพลิง

          4. ให้ผู้มีหน้าที่เกี่ยวกับการป้องกัน และระงับอัคคีภัยเข้ารับการฝึกอบรมระงับอัคคีภัยการใช้อุปกรณ์ต่างๆ ในการดับเพลิง การปฐมพยาบาล และการช่วยเหลือฉุกเฉิน และให้ถ่ายทอดความรู้ที่ได้รับการฝึกอบรมให้แก่เจ้าหน้าที่ในหน่วยงานของตนให้ทราบโดยทั่วกันด้วย

          5. จัดทำผังการติดต่อสื่อสารหมายเลขโทรศัพท์ของฝ่ายพัสดุ ผู้ดูแลอาคารหรือเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัย สถานีตำรวจในพื้นที่ และสถานีดับเพลิงใกล้เคียงโดยทำป้ายติดให้ชัดเจน

แผนขั้นที่ ๒ : การปฏิบัติเมื่อเกิดเหตุเพลิงไหม้

          เมื่อเกิดเหตุเพลิงไหม้ ควรปฏิบัติดังนี้

          ๑. ผู้พบเห็นเพลิงไหม้ ตัดสินใจว่าดับเพลิงได้ด้วยตนเองหรือไม่

          - ถ้าดับได้ ให้ดำเนินการดับเพลิงนั้นทันที หรือเรียกให้คนมาช่วยดับเพลิง และให้รายงาน ผู้บังคับบัญชาตามลำดับชั้น

          - ถ้าดับไม่ได้ ให้แจ้งหน่วยงาน / หัวหน้า ช่วยกันดับเพลิง กรณีดับได้แล้วให้รายงานผู้บังคับบัญชาตามลำดับชั้น หากยังไม่สามารถยุติเพลิงได้ ให้ดำเนินการตามแผนปฏิบัติการเพลิงไหม้ขั้นต้น

          ๒. การเข้าสู่แผนปฏิบัติการเพลิงไหม้ขั้นต้น

          - ตัดกระแสไฟฟ้าบริเวณที่เกิดเหตุทันที

- ไปที่สัญญาณแจ้งเพลิงไหม้ แจ้งเตือนภัย

- แจ้งเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัย เวรยาม ช่วยกันทำการดับเพลิง

หากยังไม่สามารถยุติเพลิงได้ หัวหน้าหน่วยงานรีบตัดสินใจใช้แผนปฏิบัติการเมื่อเกิดเพลิงไหม้ขั้นลุกลาม

          ๓. การเข้าสู่แผนปฏิบัติการเพลิงไหม้ขั้นลุกลาม

 - แจ้งหน่วยดับเพลิง (โทร. ๑๙๙) โดยบอกชื่อผู้แจ้ง สถานที่เกิดเหตุ ลักษณะของไฟ ที่กำลังลุกไหม้ หมายเลขโทรศัพท์ของผู้แจ้ง

- บุคคลที่มีหน้าที่ตามที่ได้รับมอบหมาย ปฏิบัติหน้าที่ทันที เช่น ผู้มีหน้าที่ดูแลทรัพย์สินและเอกสารสำคัญต่างๆ (ตามแถบสัญลักษณ์ความสำคัญที่แจ้งไว้แล้ว และดำเนินการตามมาตรการรักษาความปลอดภัยด้วย) ผู้มีหน้าที่เฝ้ารักษาทรัพย์สิน ฯลฯ สำหรับผู้ไม่มีหน้าที่ให้รีบอพยพ  

- ควบคุมอย่าให้ใครกลับเข้าไปเก็บสิ่งของส่วนตัวอีก

๔. การเข้าสู่แผนอพยพหนีไฟ

          - ผู้นำทางหนีไฟ จะเป็นผู้นำทางอพยพหนีไฟไปตามทางออกที่จัดไว้ไปยังพื้นที่เตรียมการรองรับการอพยพที่กำหนดไว้ ซึ่งเป็นจุดนัดพบ หรือจุดรวมพล ห้ามหนีและไม่ควรผ่านด้านที่เกิดเพลิงไหม้หากมีกลุ่มควันให้คลานต่ำ และห้ามใช้ลิฟท์เป็นทางหนีไฟ

          - ผู้มีหน้าที่ตรวจสอบให้ตรวจสอบยอดจำนวนคนของหน่วยงาน พร้อมรายงานต่อผู้อำนวยการ สำนัก/ส่วน หากพบว่ายังอพยพหนีออกมาไม่ครบตามจำนวนจริงจะได้มีการค้นหาเพื่อช่วยชีวิตต่อไป

          - หน่วยปฐมพยาบาลทำการปฐมพยาบาลเบื้องต้น ในกรณีมีผู้เป็นลม หมดสติ ให้รีบ นำส่งแพทย์ โดยเร็วทันที

 

แผนขั้นที่ ๓ : การปฏิบัติภายหลังเพลิงสงบ

เป็นการฟื้นฟูบูรณะภายหลังที่เพลิงสงบ และรวบรวมข้อมูลเพื่อรายงานตามสายบังคับบัญชา โดยดำเนินการ ดังนี้

๑. สำรวจความเสียหายร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

๒. ถ้าสถานที่ตั้งที่ทำการเดิมถูกเพลิงไหม้ จนไม่อาจใช้ทางราชการได้ให้สำนักงานปลัด เสนอหน่วยงานเพื่อพิจารณาจัดหาสถานที่ให้

๓. ถ้าสถานที่ตั้งที่ทำการมิได้เป็นอันตรายเสียหาย หรือเสียหายบางส่วน แต่ยังสามารถทำงานได้ ให้สำนัก / ส่วน ช่วยนำเอกสาร เครื่องมือเครื่องใช้ต่างๆ ที่ได้ขนย้ายออกไป โดยนำมาเก็บไว้ยังที่ตั้งสำนักงานต่อไป ทั้งนี้ สำนัก / ส่วน อื่น ที่มิได้ดำเนินการขนย้ายตามแผนการนี้จัดกำลังเจ้าหน้าที่เข้าสมทบช่วยเหลือด้วย

           ๔. เมื่อได้ขนเอกสาร เครื่องมือเครื่องใช้กลับเข้ามาที่เดิมหมดแล้ว ให้สำรวจดูว่าอะไรสูญหาย หรือเกินมาบ้าง ถ้ามีเอกสาร หรือเครื่องมือเครื่องใช้ ขาดหายไป ให้ทำบันทึกเสนอนายกองค์การบริหารส่วนตำบลเมืองไผ่  ส่วนที่เกินให้แจ้ง สำนัก / ส่วน และให้ผู้เป็นเจ้าของมารับคืนไป

๕. ประชาสัมพันธ์ ฟื้นฟูสภาพจิตใจของเจ้าหน้าที่ในหน่วยงานให้กลับคืนสภาพเดิมโดยเร็ว

๖. ปรับปรุง ซ่อมแซม สิ่งที่เสียหายให้กลับคืนสภาพปกติ หรือจัดหาของใหม่มาทดแทน

 

รายงานเหตุการณ

          ๑. กรณีเกิดเหตุเพลิงไหม้ในเวลาราชการ

          ให้หัวหน้าสำนัก/ส่วนราชการ ซึ่งอยู่ ณ สถานที่เกิดเพลิงไหม้ แจ้งเหตุการณ์การเกิดเพลิงไหม้ต่อปลัดองค์การบริหารส่วนตำบลเมืองไผ่ เพื่อรายงานให้ผู้บังคับบัญชาทราบต่อไป

๒. กรณีเกิดเหตุเพลิงไหม้นอกเวลาราชการ

ให้เจ้าพนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย ในฐานะหัวหน้าหน่วยรักษาความปลอดภัยรายงานเหตุการณ์การเกิดเพลิงไหม้ต่อหัวหน้าสำนักงานปลัด เพื่อรายงานให้ผู้บังคับบัญชาทราบต่อ่ไป

๓. การรายงานเหตุการณ์การเกิดเพลิงไหม้ ให้ถือปฏิบัติดังนี้

๓.๑ การรายงานครั้งแรก ให้กระทำทันทีเมื่อทราบว่ามีเหตุการณ์เกิดเพลิงไหม้ขึ้น โดยรายงานโดยย่อทาง

โทรศัพท์

๓.๒ การรายงานครั้งต่อไป ให้กระทำเมื่อเหตุการณ์เพลิงไหม้ได้สงบลงเป็นปกติ โดยรายงานเป็นหนังสือ

ราชการโดยเร็วที่สุด

 

แผนรองรับระบบฐานข้อมูลและสารสนเทศ

--------------------------------

 

          ด้วยในปัจจุบันเทคโนโลยีสารสนเทศได้เข้ามามีบทบาทสำคัญในการดำเนินงานของส่วนราชการ

ทั้งในส่วนของการบริหารจัดการ การจัดเก็บ และการประมวลผล ระบบงานสำคัญต่างๆ โดยเฉพาะระบบงาน

ที่เกี่ยวข้องกับการให้บริการประชาชน (front office system) และระบบปฏิบัติการ (back office system)

เป็นต้น เทคโนโลยีสารสนเทศ ทำให้การดำเนินงานของส่วนราชการ มีความสะดวกรวดเร็วมีประสิทธิภาพมากขึ้น อย่างไรก็ดี การใช้เทคโนโลยีสารสนเทศก็มีความเสี่ยงหลายประการที่ควรคำนึงถึงโดยหากส่วนราชการไม่มีการบริหารจัดการและการรักษาความปลอดภัยด้านเทคโนโลยีสารสนเทศที่รัดกุมเพียงพอ ก็อาจส่งผลกระทบต่อการดำเนินงานหรือสร้างความเสียหายต่อส่วนราชการและประชาชนที่ติดต่องานได้

          ดังนั้น การควบคุมความเสี่ยงด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ จึงเป็นเรื่องทุกส่วนราชการควรให้ความสำคัญ จึงมีนโยบายที่จะกำกับดูแลและตรวจสอบเกี่ยวกับการบริหารจัดการและการควบคุมความเสี่ยงด้านเทคโนโลยีสารสนเทศของส่วนราชการอย่างจริงจัง เพื่อให้การนำเทคโนโลยีสารสนเทศมาสนับสนุนการปฏิบัติราชการให้เกิดประโยชน์สูงสุด และเพื่อลดโอกาสความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นโดยให้ความสำคัญกับการบริหารจัดการและการควบคุมความเสี่ยงที่เกี่ยวข้อง ในเรื่องดังต่อไปนี้

          ๑. การควบคุมการใช้ข้อมูล และระบบงานคอมพิวเตอร์ และการป้องกันการบุกรุกผ่าน  ระบบเครือข่าย (Logical Security)

           แนวทางการกำกับดูแล หน่วยงานต้องให้ความสำคัญกับการจัดให้มีระบบการตรวจสอบผู้ใช้งานก่อนเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ (Authentication) และการกำหนดให้มีการใส่รหัสผ่าน (Password) ก่อนเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ โดยรหัสผ่านดังกล่าว ควรมีการกำหนดความยาวขั้นต่ำ อายุ จำนวนครั้งที่ยอมให้ใส่รหัสผ่านผิด และควรกำหนดรหัสผ่านใหม่ความยากแกการคาดเดา   นอกจากนี้ หน่วยงานก็ควรมีการกำหนดสิทธิผู้ใช้งานให้เหมาะสมกับหน้าที่ความรับผิดชอบ และสำหรับกรณีที่ส่วนราชการมีการเชื่อมต่อระบบเครือข่ายภายในกับภายนอก ส่วนราชการก็ควรมีระบบป้องกันการบุกรุกจากบุคคลภายนอก เช่น Firewall เป็นต้น และระบบป้องกันไวรัส (Anti virus) หรือ Malicious code อื่นๆ ทั้งนี้ระบบต่างๆ ตามที่กล่าว รวมทั้งการใช้รหัสผ่าน และสิทธิของผู้ใช้งาน ก็ควรมีการตรวจสอบอย่างสม่ำเสมอ

          ๒. การสำรองข้อมูล (Back up) และระบบงานคอมพิวเตอร์ และการเตรียมพร้อมกรณีฉุกเฉิน (Contingency Plan) ในการปฏิบัติงานมีหลายกรณีที่อาจทำให้ข้อมูลหรือระบบงานคอมพิวเตอร์เสียหาย เช่น การติดไวรัส สภาวะแวดล้อม หรือภัยพิบัติต่างๆ หรือ อาจเกิดจากการปฏิบัติงานที่ผิดพลาดของผู้ใช้งาน เป็นต้น

          ดังนั้น หน่วยงานต้องให้ความสำคัญกับการสำรองข้อมูล และระบบคอมพิวเตอร์ รวมทั้งการเตรียมพร้อมกรณีฉุกเฉินต่างๆ ดังนี้

                   ๒.๑ การสำรวจข้อมูล (Back up) และระบบคอมพิวเตอร์ หากมิได้มีการสำรองข้อมูล และระบบงานคอมพิวเตอร์ที่เพียงพอในกรณีที่เกิดเหตุการณ์ที่ทำให้ข้อมูลหรือระบบงานคอมพิวเตอร์เสียหาย ส่วนราชการก็อาจไม่มีข้อมูล หรือระบบงานคอมพิวเตอร์สำหรับการใช้งานได้อย่างต่อเนื่อง มีประสิทธิภาพ และในเวลาที่ต้องการ (availability risk) ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อการดำเนินงานของหน่วยงานและอาจก่อให้เกิดความเสียหายต่อราชการได้

          แนวทางการกำกับดูแล หน่วยงานต้องให้ความสำคัญกับความครบถ้วนของการสำรองข้อมูลและระบบงานคอมพิวเตอร์ วิธีการเก็บรักษาสื่อที่ใช้บันทึกข้อมูลและระบบงานคอมพิวเตอร์ และการทดสอบความถูกต้องครบถ้วนของข้อมูลและการทำงานของระบบคอมพิวเตอร์ที่ได้สำรองไว้

                   ๒.๒ การเตรียมพร้อมกรณีฉุกเฉิน การสำรองข้อมูล และระบบงานคอมพิวเตอร์เพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอแก่การป้องกันการหยุดชะงักของการปฏิบัติงาน ดังนั้น การจัดให้มีแผนฉุกเฉินเพื่อรองรับในกรณีที่อาจเกิดเหตุการณ์ฉุกเฉิน (Contingency Plan) จะทำให้การควบคุมความเสี่ยงด้าน availability risk  มีประสิทธิภาพมากขึ้น

                   แนวทางการกำกับดูแล หน่วยงานต้องให้ความสำคัญการจัดให้มีแผนรองรับเหตุการณ์ฉุกเฉินต่างๆ ซึ่งแผนดังกล่าวควรมีรายละเอียดที่ชัดเจนเกี่ยวกับขั้นตอนปฏิบัติและผู้รับผิดชอบ ควรมีการสื่อสารให้ผู้เกี่ยวข้องเข้าใจและรับทราบหน้าที่ความรับผิดชอบรวมทั้งควรมีการทดสอบแผนดังกล่าวเพื่อให้มั่นใจได้ว่าสามารถนำไปใช้ได้จริงในทางปฏิบัติ

          ๓. การควบคุมการปฏิบัติงานประจำด้านคอมพิวเตอร ์การปฏิบัติงานประจำด้านคอมพิวเตอร์ที่สำคัญ คือ การควบคุมการประมวลผลข้อมูลซึ่งการประมวลผลข้อมูลที่ถูกต้อง และครบถ้วนมีความสำคัญต่อการปฏิบัติงานของส่วนราชการ ซึ่งหากมิได้มีวิธีการปฏิบัติ และการควบคุมที่รอบคอบและรัดกุมเพียงพอ ทำให้ข้อมูลไม่ถูกต้องหรือไม่ครบถ้วน (integrity risk) ซึ่งอาจก่อให้เกิดความเสียหายต่อส่วนราชการและประชาชนที่ติดต่อได้

          แนวทางการกำกับดูแล หน่วยงานต้องให้ความสำคัญกับการกำกับดูแลและควบคุมการปฏิบัติงานประจำด้านคอมพิวเตอร์อย่างใกล้ชิดของผู้บังคับบัญชา การปฏิบัติงานที่มีขั้นตอนที่ชัดเจน และสามารถตรวจสอบได้รวมทั้งควรจัดให้มีระบบการรายงาน และการตรวจสอบการปฏิบัติงานประจำดังกล่าวอย่างสม่ำเสมอ

 

วัตถุประสงค์

          ๑. เพื่อกำหนดกระบวนการขั้นตอนในการปฏิบัติเพื่อแก้ไขปัญหาจากสถานการณ์ความไม่แน่นอนและภัยพิบัติที่อาจเกิดขึ้นกับระบบฐานข้อมูลและสารสนเทศ ในกรณีต่างๆ

          ๒. เพื่อลดความเสียหายที่จะอาจเกิดแก่ระบบเทคโนโลยีสารสนเทศ

          ๓. เพื่อให้ระบบเทคโนโลยีสารสนเทศสามารถดำเนินการได้อย่างต่อเนื่อง และมีประสิทธิภาพ สามารถแก้ไขสถานการณ์ได้อย่างทันท่วงที

 

กรณีไฟไหม้

          ๒.๑ ตัดการเชื่อมต่อระบบเครือข่ายโดยเร็ว แล้วปิดอุปกรณ์เครือข่ายและเครื่องคอมพิวเตอร์แม่ข่ายตามลำดับความสำคัญของการให้บริการ

          ๒.๒ ตัดระบบจ่ายไฟก่อนและให้ใช้น้ำยาดับเพลิงสำหรับฉีดอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ฉีดควบคุมเพลิงโดยเร็ว

          ๒.๓ รีบขนย้าย/ถอดเครื่องและอุปกรณ์เก็บข้อมูลไปไว้ในที่ปลอดภัย

          ๒.๔ ประสานขอความช่วยเหลือกับบริษัทที่รับผิดชอบดูแลระบบงานและหรือระบบเครือข่ายโดยเร็วที่สุด

          ๒.๕ ผู้ดูแลระบบ  ต้องรีบแจ้งให้หัวหน้าฝ่ายเทคโนโลยีสารสนเทศทราบโดยเร็ว

          ๒.๖ ตรวจสอบความเสียหายที่เกิดขึ้นและรายงานให้หัวหน้าทราบ

๒.๗ ในกรณีที่อุปกรณ์ด้านฮาร์ดแวร์เสีย ให้รีบหาอุปกรณ์สำรอง หรือแจ้งให้บริษัท ที่รับผิดชอบนำอุปกรณ์มาเปลี่ยนโดยเร็วที่สุด

กรณีโดนเจาะระบบ

          ๓.๑ กรณีพบความผิดปกติหรือเครื่องคอมพิวเตอร์ไม่สามารถดำเนินการใช้ระบบสารสนเทศได้ตามปกติ เนื่องจากถูกไวรัสคอมพิวเตอร์หรือถูกเจาะระบบในเครื่องคอมพิวเตอร์ ให้ทำการดึงสายเชื่อมโยงระบบเครือข่าย (สาย LAN) ออกจากเครื่องนั้นโดยเร็ว เพื่อป้องกันความเสียหายที่จะแพร่กระจายไปยังเครื่องอื่นในระบบ

เครือข่ายและป้องกันข้อมูลรั่วไหล

          ๓.๒ ในกรณีที่เกรงว่าเหตุที่เกิดจะเป็นอันตรายต่อกลุ่มงาน/หน่วยงาน ภายในตึกที่ตั้งของคอมพิวเตอร์ที่พบการขัดข้องให้ดึงสาย LAN ออกจากจุดชุมสายในชั้นนั้นออกให้หมด

          ๓.๓ ผู้ดูแลระบบดำเนินการตรวจสอบ ค้นหาสาเหตุ ประเมินสถานการณ์ เร่งแก้ไขปัญหา และทดสอบระบบให้ทำงานได้ตามปกติ หากพบว่าเกิดความเสียหายต่อระบบหรือข้อมูล ให้กู้คืนจากข้อมูลที่ได้ทำการสำรองไว้ โดยอาจขอความร่วมมือจากบริษัทผู้รับจ้างซ่อมแซม แก้ไข้ ดูแลบำรุงรักษาเครื่องคอมพิวเตอร์และอุปกรณ์ที่ได้ทำสัญญาไว ้มาร่วมดำเนินการให้แล้วเสร็จโดยเร็วที่สุด โดยมีกระบวนการดังนี้

          ๓.๓.๑ ตรวจสอบ Log ของระบบสารสนเทศเพื่อค้นหาสาเหตุและความผิดปกตใดๆ ที่เกิดขึ้น

          ๓.๓.๒ ปิด service ของโปรแกรม remote ทั้งหมดที่ติดตั้งในเครื่องที่ถูกเจาะระบบ

          ๓.๓.๓ ตรวจสอบและอัพเดท patch ของระบบปฏิบัติการและโปรแกรมให้เป็นปัจจุบันเพื่อปิดช่องโหว่ของระบบ

          ๓.๓.๔ ตรวจสอบการทำงานของโปรแกรม Anti-virus และทำการอัพเดท Virus Definition ให้เป็นปัจจุบัน

          ๓.๓.๕ ในกรณีที่ระบบไม่สามารถใช้งานได้ ให้ทำการกู้ระบบสารสนเทศนั้น ๆ ผู้รับผิดชอบกรณีที่เกี่ยวกับระบบฐานข้อมูลและสารสนเทศ 

แผนบริหารความต่อเนื่องขององค์กร  ดาวน์โหลด

view